เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้“โรงเรียนพัฒนาตนเอง : การสนับสนุนและขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง”

วันที่ 1-2 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องประชุม Magnolia โรงแรมทีเค. พาเลซ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

Share on

 1,542 

การสนับสนุนและขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง
“การทำงานของเขตพื้นที่สู่โรงเรียนเป้าหมาย”

นำเสนอโดย

กุญช์พิสิฏฐ์ คงนุรัตน์

ศึกษานิเทศก์ สพป.สุรินทร์ เขต 2

เครือข่ายสพป.สุรินทร์ เขต 2

เครือข่ายสพป.สุรินทร์ เขต 2 เป็นโหนดหนึ่งที่ได้รับโอกาสพัฒนาตนเองพร้อมทั้งได้เติมเต็มหลายกระบวนการเรียนรู้หลากหลาย มีการใช้ Smart Coaching Team การทำงานของเขตพื้นที่สู่โรงเรียนเป้าหมายเครือข่ายให้พัฒนาตนเองได้ โดยในปีแรกนั้นเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ณรงค์ศักดิ์ เหมือนชาติ เป็นผู้รับนโยบายโครงการ และในปีที่สอง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา อรรถพล ชาติรัมย์ และศึกษานิเทศก์ กุญช์พิสิฏฐ์ คงนุรัตน์ มารับช่วงต่อ ซึ่งในปีก่อนหน้ารูปแบบการบริหารคือ SURIN234 แต่ปีนี้ที่ได้รับการเติมเต็มจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์เพิ่มรูปแบบการบริหารเพื่อให้กรอบการดำเนินงานแข็งแรงขึ้น กลายเป็๋นโมเดล SURIN344  เพื่อเพิ่มคุณภาพเป้าหมายผู้เรียน ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ และการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมายของผู้เรียน 

🔰 โดยเติมเต็มด้วยหลักคิด “SURIN344” นั้นประกอบด้วย 

S: School  U: Unity  R: Reflection  I: Information  N: Network 

3: กลุ่มบุคคลในการพัฒนา 

– ผู้บริหารปรับเปลี่ยนการบริหาร 

– ครูปรับเปลี่ยนวิธีการสอน เป็น Active Learning โดยประยุกต์ใช้ 5 Steps

– นักเรียน

4: เครื่องมือสำคัญในการพัฒนา 4 ประเภท 

– Professional Learning Community (PLC)

– ระบบการช่วยเหลือนักเรียน

– Coaching กระบวนการชี้แนะการโค้ชชิ่งภายใน  

– INFO ข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ที่ช่วยในการจัดการข้อมูลเช่นระบบ Q INFO  

4: บุคลากร 4 กลุ่ม 

– บุคลากรในพื้นที่

– เครือข่ายผู้ปกครอง ชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา เครือข่ายวิชาการ

– ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญ

– Smart Coaching Team ทีมที่ช่วยเสริมสร้างหนุนเสริมพลังการเรียนรู้ด้วยทีมที่เป็นเลิศ

ในมิติด้านการบริหารจัดการของเขตพื้นที่ สพป.สุรินทร์ เขต 2 ได้นำเครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่องซึ่งทาง ศน. กุญช์พิสิฏฐ์ ได้เล่าให้เห็นภาพการทำงานทำงานเป็นส่วนอย่างเข้าใจง่ายดังนี้

☑️ การประเมินตนเองระดับเขตพื้นที่ ด้วยเครื่องมือ Developmental Evaluation (DE) 

เข้าไปสู่กระบวนการพัฒนาผู้เรียนการลงไปสำรวจเขตพื้นที่ ที่ก่อนหน้าพบปัญหาที่ไม่เคยได้ลงไปสำรวจในพื้นที่หลายอย่างเช่น

▪ เสียงสะท้อนจากผู้ปกครอง + นักเรียน บอกว่า “ครูดูแลเด็กไม่เท่าเทียมกัน” 

▪  ผู้บริหารกับครูไปด้วยกันไม่ได้

แต่พอเข้าสู่กระบวนการละลายพฤติกรรมลดช่องว่างระหว่าง คุณครู ผู้บริหาร ช่องว่างสลายลงทำให้มองเป้าหมายที่ “ผลลัพธ์ที่ผู้เรียน” ไปด้วยกันในปีแรก และเกิดการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

☑️ จัดทำโครงการที่สอดรับกับการประเมินตนเอง

พอกำหนด Developmental Evaluation (DE) โรงเรียนจะมีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนของตัวเอง ที่ทำครอบคลุมอย่างรอบด้านทั้งเด็ก โรงเรียน ครู และชุมชนแบ่งเป็น Key Result Are หรือ KRA 4 กลุ่มนี้

  1. ชุมชน 
  2. นักเรียน 
  3. ครู 
  4. ผู้บริหารเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเป้าหมายนี้ 

 ▪ ด้านผู้เรียน 

เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะและพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน  ที่อยากทำให้เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ แต่ให้บุคลากรภายนอกเรานำประธานเครือข่ายนายกคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา (กตปน) นายกสมาคมโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขยายโอกาส เข้ามาร่วมในการสังเคราะห์กระบวนการนี้ออกมา ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในด้านผู้เรียนมีดังนี้ 

1.  กล้าแสดงออก เป็นเด็กดี  มีความรับผิดชอบ

2.  มีทักษะชีวิต ด้านกีฬา ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21  การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น

3. สื่อสารภาษาอังกฤษ

4. ใช้เทคโนโลยีได้

▪ ด้านโรงเรียน

1. พัฒนาคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง

2. สนับสนุนการดำเนินการของครู 

3. สนับสนุนอุปกรณ์สื่อที่หลากหลาย

4. ผู้อำนวยการต้องลดละอบายมุข 

5. มีอาหารกลางวันที่ครบ 5 หมู่

6. ผู้อำนวยการเป็นแบบอย่างที่ดี 

7. โรงเรียนสะอาดปลอดภัย

▪ ด้านครูผู้สอน

1.  เป็นแบบอย่างที่ดี

2. เอาใจใส่ในหน้าที่ 

3.  ต้องพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ   

4. ใช้สื่ออย่างหลากหลาย 

5. มีความรู้รอบด้าน

6. มีคุณธรรม จริยธรรม 

7. อยู่อย่างพอเพียง

8.  สอนเต็มเวลา 

9. ใช้สื่อเทคโนโลยี

▪ ด้านเขตพื้นที่ 

1.จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน   

2.  สร้างการรับรู้นโยบายที่ชัดเจน 

3. ส่งเสริมพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม     

4. สนับสนุนงบประมาณ 

5. ลดขั้นตอนในการติดต่อราชการ     

6. จัดสรรอัตรากำลังครูให้ครบตามเกณฑ์ 

7. พัฒนาฝึกอบรมครูผู้สอน     

8. การพัฒนา ICT ให้บุคลากร 

☑️ ประชุมเตรียมการดำเนินกิจกรรมตามโครงการฯ ปี 2565 

มองเป้าหมายทั้งโครงการของ กสศ. โครงการเป้าหมายของเขตพื้นที่ และของทาง สพฐ. ที่มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันคือที่ “พัฒนาผู้เรียน”

1. จัดการเรียนการสอน Active Learning 

2. มีกระบวนการ PLC 

3. มีระบบช่วยเหลือนักเรียน 

4. โรงเรียนต้องมีเครือข่ายวิชาการ 

5. ต้องมีการใช้สารสนเทศ (Q-INFO)

☑️ จัดทำโครงการขยายผลระดับเขตพื้นที่ในแผนปฏิบัติการประจำปี 

ใช้การ Smart Coaching Team ในพื้นที่ตามแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 

รับชมบันทึกการถ่ายทอดสด

เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง : การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ของชีวิต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” 

“การทำงานของเขตพื้นที่สู่โรงเรียนเป้าหมาย” ฉบับเต็มได้ที่ 

https://fb.watch/lICkigEz1_/

https://fb.watch/lICBqai3_T/

การสนับสนุนและขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง
“การขับเคลื่อนขยายเครือข่าย TSQP”

การสนับสนุนและขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง

“การขับเคลื่อนขยายเครือข่าย TSQP”

นำเสนอโดย

รัชญา นิ่มยี่สุ่น

ศึกษานิเทศก์ สพป.นครสวรรค์ เขต 2

เครือข่ายมหาวิทยาลัยนเรศวร

ปัญหาของพื้นที่คือโรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล คุณครูขอย้ายออกนอกพื้นที่บ่อย ส่วนครูผู้ช่วยที่บรรจุเข้ามาเมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบวาระก็ขอทำเรื่องย้ายพื้นที่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นอุปสรรคในการขยายการขับเคลื่อนขยายเครือข่าย TSQP รุ่นที่ 2 เครือข่ายมหาวิทยาลัยนเรศวร ปี 2564 ในพื้น สพป.นครสวรรค์ เขต 2 

โดยคุณรัชญา นิ่มยี่สุ่น ศึกษานิเทศก์ได้หยิบยกประเด็นมานำเสนอกระบวนการที่ปฏิบัติในพื้นที่ดังนี้ 

ขับเคลื่อนกิจกรรมด้วยเครือข่ายที่เริ่มต้นด้วยเพียง 3 โรงเรียน 1. โรงเรียนบ้านวังชุมพร 2. โรงเรียนวัดหนองตางู 3. โรงเรียนอนุบาลชุมตาบง โดยทีมโค้ชจากทางมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้บริหารและครูแกนนำได้เข้ามาอบรม main course ของโครงการโรงเรียนเครือข่าย TSQP ที่ มรภ.นครสวรรค์ และพาครูไปศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาโรงเรียนทางเลือกต้นแบบของจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อศึกษารูปแบบของโรงเรียนต้นแบบที่ดำเนินงานภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งมีความแตกต่างกับบริบทการดำเนินงานของ สพฐ. ทำให้มองเห็นปัญหาเรื่องความคล่องตัวในการจัดการ จึงเปลี่ยนเส้นทางการดูงานไปยังโรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียงกันคือที่โรงเรียนหนองกุลาที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งทำให้ผู้บริหารและครูแกนนำเห็นแนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกคนร่วมเดินทางการพัฒนาไปด้วยกัน

พอเริ่มดำเนินงานในช่วงเริ่มต้นหน้าที่สำคัญของศึกษานิเทศก์ คือนิเทศติดตามที่เป็น Coach ของทีมพื้นที่นครสวรรค์ ต้องเข้าถึงห้องเรียนเพื่อดูการจัดการเรียนการสอน ที่เริ่มต้นขึ้น และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องทั้งกิจกรรม onsite – online ไม่เว้นแม้แต่ช่วงโควิด-19 ด้วยกระบวนการดังนี้ 

☑️ กระบวนการจิตศึกษา 

☑️ การเรียนรู้แบบ Active Learning 

☑️ กระบวนการ Professional Learning Community (PLC) ของคุณครู

☑️ การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review : AAR) กับนักเรียน 

หลังจากนิเทศติดตามแล้วก็รายงานผลให้เครือข่ายได้รับทราบผ่านระบบออนไลน์ และพอหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นก็เริ่มจัดกิจกรรม on-site เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโรงเรียนที่อยู่ในเครือข่าย ม.นเรศวร กับอีกพื้นที่ 5 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ และสร้างเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเองกับโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ด้วยกิจกรรมที่เรียกว่า Brush up เกิดการขยายผลและเครือข่ายในจังหวัดที่ขยายออกไปมากขึ้น จากเดิม 3 โรงเรียนแกนนำ ขยายผลเป็น 27 โรงเรียน 

รับชมบันทึกการถ่ายทอดสด

เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง : การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ของชีวิต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” 

“การขับเคลื่อนขยายเครือข่าย TSQP” ฉบับเต็มได้ที่ 

https://fb.watch/lICkigEz1_/

https://fb.watch/lICBqai3_T/

การสนับสนุนและขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง
“โรงเรียนพัฒนาตนเองทั้งระบบกับการหนุนนําอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานต้นสังกัดสู่ PHUKET EDUCATION SANDBOX”

การสนับสนุนและขยายผลโรงเรียนพัฒนาตนเอง

“โรงเรียนพัฒนาตนเองทั้งระบบกับการหนุนนําอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานต้นสังกัดสู่ PHUKET EDUCATION SANDBOX”

นำเสนอโดย

ปัณณธร ละม้าย 

ศึกษานิเทศก์ สพป. ภูเก็ต 

เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

การนำเสนอของ ศน. ปัณณธร ละม้าย เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ศึกษานิเทศก์นั้นเข้าไปมีส่วนร่วมในการนำ TSQP ไปสู่พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาได้อย่างไร” ศน. ได้เล่าถึงไทม์ไลน์การดำเนินงานเพื่อให้เห็นภาพเส้นทางการสนับสนุนโรงเรียนเพื่อการพัฒนาเชิงระบบในพื้นที่ สพป. ภูเก็ต

2556 – 2557 

โครงการ Coaching and Mentoring การสนับสนุนช่วยเหลือจากทีมมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

2559 – 2560 

โครงการพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง (School Quality Improment Program: sQip) 

โครงการโรงเรียนเสริมสร้างสุขภาวะ โดยการสนับสนุน จากมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

2563 – 2565

โครงการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบรุ่นที่ 2 TSQP

2566 

พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาโดยการขับเคลื่อนทั้งจังหวัดภูเก็ตภายใต้การนำของท่านณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

จุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงโดยมีเป้าหมายคือ “อยากพัฒนาผู้เรียน” แต่ความเท่าเทียมการศึกษานั้นไม่ได้เท่าเทียมกันอยู่ทุกโรงเรียนอยู่แล้ว ไม่ว่าขนาดไหนก็ตาม แต่ว่าโครงการ TSQP ของ กสศ. ได้เข้ามาเติมเต็มในจุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้โอกาสที่จะทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกับโรงเรียนขนาดใหญ่หรือว่าโรงเรียนอื่นโดยจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งเป้าหมายไว้

🔰 กำหนดเป้าหมายโรงเรียน ทาง ศน. เข้ามาดูแลตั้งแต่จุดเริ่มต้น ดูความถนัดว่าแต่ละโรงเรียนมีความถนัดและมีทักษะด้านใด

▪ ดําเนินงานตามเป้าหมาย (School Goal)

▪ TSQP สู่ Area -based Education

▪ ส่งเสริมการพัฒนาครูและโรงเรียนทั้งระบบ 

▪ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน กรรมการสถานศึกษา 

▪ กระบวนการประเมินเชิงพัฒนา (DE)

🔰 พัฒนาครู ผู้บริหาร ด้วยกระบวนการ PLC ในเริ่มแรกโครงการคุณครูส่วนใหญ่ออกแบบการจัดการเรียนรู้ไม่ค่อยเป็น ศึกษานิเทศก์จึงเข้ามาจัดกระบวนการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ PLC / ศึกษาชั้นเรียน (LS) ให้ สะท้อนผลของแผนต่าง ๆ ตาม school goal ที่ตั้งเป้าหมายไว้

▪  เป็นผู้นําทางวิชาการ

▪ พัฒนาบริหารงานตามเป้าหมาย

▪ สนับสนุนและมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ของครู

▪  Area Coach 8 กลุ่มเครือข่าย 

▪ สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ Professional Learning Community / การศึกษาชั้นเรียน Lesson Study

🔰 จัดระบบสารสนเทศ Q-INFO ที่มีตั้งแต่ระยะแรกเริ่มโครงการที่มีข้อมูลอยู่แล้ว นำมาเป็น Big Data ที่จะดำเนินการต่อ เพื่อออกแบบการจัดการเรียนการสอน กระบวนการช่วยเหลือนักเรียน 

▪ ฐานข้อมูลผู้เรียน

▪ รายงานผลการเรียน

▪ ระบบดูแลช่วยเหลือ

🔰 พัฒนาการเรียนการสอน ในชั้นเรียน  ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้สู่เป้าหมายคือผู้เรียน

▪ ใช้ PLC / การศึกษาชั้นเรียน Lesson Study (LS) พัฒนากระบวนการเรียนรู้ 

▪ เรียนแบบ Active Learning

▪ สังเกตการณ์ชั้นเรียน

▪ สะท้อนผล Reflection

▪ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

▪ คุณลักษณะอันพึงประสงค์

▪ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

🔰 สร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกัน Network PLC ทำให้เกิดเครือข่ายโดยเฉพาะช่วงโควิด -19 ทำให้เกิดกระบวนการ Online Network PLC 

▪ แบ่งสาย 5 สาย 24 โรงเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้

🔰 นิเทศทีมโค้ช มีการคิดตามอย่างสม่ำเสมอ 

▪ การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review AAR)/ Coaching & Mentoring

▪ กำกับติดตาม ส่งเสริมตามบริบท สรุป พัฒนาต่อยอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้

ในตอนท้าย ศึกษานิเทศก์ ปัณณธร ละม้าย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง Mindset ก่อนเข้าและหลังร่วมโครงการ TSQP ที่เป็นประเด็นน่าสนใจที่เพิ่มเติมจากเวทีการนำเสนอ กับทาง I AM KRU. เพิ่มเติมในกระบวนการทำงาน TSQP ปีแรกนั้น ศน.ปัณณธร ตอนนั้นยังเป็นครู เพิ่งเข้ามามีบทบาทในปีที่สอง รูปแบบการนิเทศแต่เติมก็เป็นไปตามนโยบายของ สพฐ. ที่กำหนดรูปแบบไว้เป็นการเก็บข้อมูลแล้วก็กลับไปรายงานผล แต่พอมี TSQP เปลี่ยน Mindset การทำงาน มีเครื่องมือที่ช่วยในการดำเนินงานคือ  Developmental Evaluation (DE) และ Professional Learning Community (PLC) ที่ทำให้เห็นเป้าหมายและการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ 

ทำให้ มรภ. ภูเก็ต ดึงมานิเทศติดตามมากขึ้น มีการเปลี่ยนรูปแบบการสะท้อนผล ไปสังเกตห้องเรียน Open Class ตามเครื่องมือการเก็บข้อมูลการสอนของครูตามแผนการสอนที่นั่งดูอยู่นั้นว่าเป็นการเรียนรู้เชิงรุกมากน้อยแค่ไหน เด็กมีส่วนร่วมคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ไม่เหมือนเดิมที่เคยแค่มาดู 60 นาทีก็กลับ แต่ TSQP ทำให้หลังจากนั้นก็มีกระบวนการ PLC  และสะท้อนผลว่ากิจกรรมที่สอนมานั้นเป็นอย่างไร อะไรดีแล้ว อะไรที่ต้องเพิ่ม หรือสิ่งที่ตกหล่นขาดหายไป และพัฒนาต่อให้ดีขึ้นตรงไหนและอย่างไรบ้าง 

อีกสิ่งที่น่าสนใจ กระบวนการ TSQP และการประเมิน ว.PA มีคอนเซปต์เหมือนกัน ไม่มีอะไรต่างกัน แค่ TSQP ไม่ได้นำมายื่นเป็นวิทยฐานะ แค่ครูสามารถแนวทางความรู้ที่ได้ 

ส่วนในหน่วยการเรียนรู้ของครูมีหลายหน่วยซึ่งครูสามารถนำความรู้ที่ได้จาก TSQP นำมาประยุกต์ใช้กับหน่วยหรือแผนที่ตัวเองถนัด

รับชมบันทึกการถ่ายทอดสด

เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง : การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ของชีวิต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” 

โรงเรียนพัฒนาตนเองทั้งระบบกับการหนุนนําอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานต้นสังกัด สู่ PHUKET EDUCATION SANDBOX” 

ฉบับเต็มได้ที่ 

https://fb.watch/lICkigEz1_/

https://fb.watch/lICBqai3_T/

มาตรการสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการของโรงเรียน
“การใช้กระบวนการ DE เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของทีมวิชาการ 
ในการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนทั้งระบบ”

นำเสนอโดย 

รวินันท์ พิมพ์พงษ์ อำนวยการโรงเรียนบ้านบึงมะลู จังหวัดศรีสะเกษ

เครือข่ายมูลนิธิสยามกัมมาจล

บริบทโรงเรียน อนุบาล 2 – ประถมศึกษาปีที่ 6 คณะครูและผู้อำนวยการ รวมทั้งสิ้น 14 คน และจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 268 คน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้ภาษาถิ่น ไทย-อีสาน ไทย-ลาว และสัดส่วนไทย-เขมร มีถึง 80% จึงต้องพัฒนาทักษะภาษาไทยเรื่องการอ่านและการออกเสียง ผู้อำนวยการ รวินันท์ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการโรงเรียนนวัตกรรมและเลือกใช้ นวัตกรรม Brain-based Learning (BBL) เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่านออกเขียนได้โดยเริ่มใช้นวัตกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 – ปัจจุบัน

วิสัยทัศน์โรงเรียนบ้านบึงมะลู

นักเรียน โรงเรียนบ้ํานบึงมะลูมีความสามารถในการเรียนรู้ มีความสามารถอ่านและเขียนได้ ตามช่วงวัย มีทักษะการสื่อสาร และ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง โดยครูมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านการใช้ นวัตกรรม Brain Based Learning ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความหลากหลายของนักเรียน ผ่านการรู้จักและประเมินนักเรียนรายบุคคล นำไปสู่การวางแผน พัฒนานักเรียนร่วมกับ ผอ. ที่มีความเป็นผู้นำทางวิชาการ เป็นนักพัฒนาตนเองมีสัมพันธภาพที่ดีกับครู มีการกำกับนิเทศติดตาม และสามารถแบ่งบทบาทตามความถนัดโดยใช้วง PLC ในการพัฒนาครู ชุมชนและผู้ปกครองเห็นความสำคัญของการศึกษาผ่านการมีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ให้กับนักเรียน (ที่บ้านและโรงเรียน)และสามารถสะท้อนร่วมแลกเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อร่วมกันพัฒนานักเรียนได้ 

ภาพจาก Facebook โรงเรียนบ้านบึงมะลู

โรงเรียนได้เข้าโครงการ TSQP และได้รู้จักมูลนิธิสยามกัมมาจลทำให้รู้จักเครื่องมือที่ชื่อว่าการประเมินเชิงพัฒนา  (Developmental Evaluation) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า  DE

ความร่วมมือเพื่อกำหนดเป้าหมายการประเมินเชิงพัฒนาของทุกภาคส่วนก็ได้เริ่มขึ้น มาทำ DE ร่วมกันสะท้อนเพื่อให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นอยู่ ชัดขึ้น แล้วจะแก้ไขและพัฒนาต่อไปได้อย่างไร และก็ค้นพบ Red Zone ที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนใน 3 เรื่อง เป้าหมายร่วมที่จะเดินหน้าต่อ เพื่อเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ภูเขาน้ำแข็งความซับซ้อนปัญหาเพื่อกำหนดเป้าหมายในการพัฒนานักเรียนนำมาตั้งประเด็นวิเคราะห์ 

  1. เด็กบางส่วนอ่านไม่ค่อยออก เขียนไม่ค่อยได้ (ตามช่วงวัย)
  2. เด็กเรียนรู้ช้า
  3. เด็กขาดความรับผิดชอบ

การทำ DE ทำให้เห็นปัญหาอย่างครอบคลุมว่าต้นไม้ของปัญหาที่เกิดขึ้นถึงขั้นแบบแผนพฤติกรรมเป็นอย่างไร และที่สำคัญทำให้เห็นต้นเหตุปัญหาที่ทำให้เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ นั้นเกี่ยวข้องทั้งผู้ปกครอง ตัวคุณครู ทางผู้อำนวยการก็มองเห็นปัญหาของตนเอง ทั้งเรื่องการออกแบบแผนการเรียนรู้เหมาะสมกับเด็กแล้วหรือยัง กระบวนการเรียนการสอนที่ไม่เป็นการเรียนรู้แบบ Active Learning

นอกจากนั้น DE ทำให้เห็น KRA พื้นที่ผลลัพธ์ที่สำคัญ (Key Result Areas) และ KPI ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (Key Performance Indicator) ทำให้เห็นปัญหาชัดขึ้น คมขึ้น และมองวิธีการแก้ไขปัญหาได้ชัดเจนขึ้น และทำ DE ที่โรงเรียนทำขึ้นเข้าสู่แผนการพัฒนาโรงเรียนประจำปี 

แต่แผนการประเมินนั้นยังไม่ทำให้เห็นภาพปัญหาเพียงแค่ภาพรวม เช่น เด็กคนนี้อยู่ในเกณฑ์ดี เกณฑ์พอใช้ เกณฑ์ปรับปรุง แต่ไม่ชัดเจน พอดีทาง ผอ.รวินันท์ ได้รับโอกาสจากทางมูลนิธิสยามกัมมาจล ชวนเข้าร่วมใช้เครื่องมือการวัด การอ่านออกเขียนได้ จากแบบทดสอบวิชาภาษาไทยของ อาจารย์ไซหนับ เอสเอ  ครูที่ดูแลเรื่องวิชาการได้เริ่มทดลองจากชั้นเรียนตนเองก่อนแล้วนำเข้าสู่ PLC ของโรงเรียน และที่สำคัญทางมูลนิธิสยามกัมมาจลได้ให้ทางโรงเรียนบ้านบึงมะลู และโรงเรียนในจังหวัดศรีสะเกษ เข้าร่วมพัฒนาเครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่โรงเรียนอีกด้วย และนำเป็นวาระแห่งชาติเพื่อทดสอบเด็กทั้งโรงเรียน

ดาวน์โหลดได้ที่นี่  เครื่องมือติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนชุดแบบทดสอบวิชาภาษาไทย

7 หัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อน Effect Size โรงเรียนบ้านบึงมะลู จ.ศรีสะเกษ

  1. วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาของนักเรียน
  2. ตั้งเป้าหมายร่วมทำแผนพัฒนาโรงเรียนประจำปีจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ด้วยเครื่องมือ Developmental Evaluation (DE)

• เด็กอ่านไม่ออก/เขียนไม่ได้

• เด็กขาดความรับผิดชอบ

• เด็กเรียนรู้ช้า

  1. วางแผนและทดสอบความก้าวหน้าวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้น ป.1-6 (Pre-test) และวิเคราะห์ผล
  2. หัวหน้าวิชาการ ชวน ผอ. และเพื่อนครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการทดสอบ (ES) ผ่านวง PLCเพื่อให้ครูปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์สถานการณ์ปัญหาจริงของนักเรียน ที่เป็นผลจากแบบทดสอบ
  3. ผอ. หัวหน้าวิชาการและคณะครูทั้งโรงเรียน นิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้ของครูและสะท้อนผลผ่านวง PLC
  4. ทดสอบความก้าวหน้าวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้น ป.1-6 (Post-test) และวิเคราะห์ผล
  5. ผู้อำนวยการ เป็นหัวหน้าวิชาการ และคณะครูทั้งโรงเรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการทดสอบ

(ES) ผ่านวง PLC เพื่อให้ครูปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้และวางแผนการทดสอบความก้าวหน้าของนักเรียน ในปีการศึกษาต่อไป

บทบาททางวิชาการของทีมโรงเรียนบ้านบึงมะลู 

1. ทีมวิชาการเห็นว่าการประเมินเป็นเรื่องสำคัญ ขับเคลื่อนวาระการประเมินทุกชั้นเรียน และครูทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม โดย ผอ.สนับสนุน ให้กำหนดเป็นปฏิทิน และแผนงานประจำทุกเทอม โดยมีการประเมิน Pre-test ต้นเทอม และPost-test กลางเทอม และปลายเทอม โดยมีแนวคิดในการขยายผลการประเมินวิชาภาษาไทย ไปใช้ในวิชาอื่น ๆ

2. เป็นเจ้าภาพในการจัดวง PLC และนิเทศชั้นเรียนเห็นความสำคัญของเป็นเจ้าภาพในการจัดวง PLC และนิเทศชั้นเรียนเพื่อสร้างการเรียนรู้ของครูทั้งโรงเรียน และหยิบยกผลการประเมินนักเรียน มาเป็นประเด็นในการพูดคุยใน PLC เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาจนเกิดการรับรู้กันทั้งโรงเรียน และระดมสมองในการแก้ปัญหา

3. ยอมรับผลตามสภาพจริง  ครูวิชาการยอมรับผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนตามสภาพจริง ทำให้ครูทั้งโรงเรียน พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือ

4. จัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบ การจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบ และนำเข้าข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วใน

รูปแบบของกราฟ เพื่อให้สามารถนำผลการวิเคราะห์ไปใช้งานได้ทั้งโรงเรียนโดย ผู้อำนวยการและครูทุกคนสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา

5. มีระบบพัฒนาครูใหม่ มีระบบพัฒนาครูใหม่ ผ่านคู่ Buddy และวง PLC ทำให้ครูใหม่เห็นสถานการณ์ห้องเรียน เห็นนักเรียนที่ตนเองต้องไปดูแลชัดเจนเป็นรายบุคคล ง่ายต่อการเตรียมตัว และมีเป้าหมายในการทำงานชัดเจนมากขึ้น

ภาพจาก Facebook โรงเรียนบ้านบึงมะลู

รับชมบันทึกการถ่ายทอดสด

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “โรงเรียนพัฒนาตนเอง : การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ของชีวิต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ” 

“การใช้กระบวนการ DE เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของทีมวิชาการ ในการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนทั้งระบบ”ฉบับเต็มได้ที่ https://fb.watch/lMSsfnJVfG/.

Writer

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular