โรงเรียนไกลเมืองก็พัฒนาได้: บทเรียนจากโครงการ TSQM ที่เปลี่ยนคุณภาพการศึกษา

Share on

 32,771 

โรงเรียนไกลเมืองก็พัฒนาได้: บทเรียนจากงานวิจัยที่เปลี่ยนคุณภาพการศึกษา ประเด็นจากการแลกเปลี่ยน Research Bite  พัฒนาโรงเรียนได้แม้ไกลเมือง พลังเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเอง  

เมื่อโรงเรียนเล็กไม่ใช่ข้อจำกัด หลายคนอาจเคยคิดว่า “โรงเรียนไกลเมือง โรงเรียนขนาดเล็ก คงพัฒนาได้ยาก” เพราะมักเจอปัญหาทั้งเรื่องทรัพยากร ครูไม่พอ หรือระบบสนับสนุนที่ไม่ทั่วถึง แต่บทเรียนจากโครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Movement-TSQM) ได้สะท้อนให้เห็นว่าข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรคในการทำงาน หากมีแนวทางการทำงานที่ถูกออกแบบอย่างเข้าใจบริบทและความเป็นจริงของโรงเรียนที่เกิดขึ้น

โครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher and School Quality Movement)  ใช้แนวคิดเรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ “โรงเรียนเป็นฐาน เด็กเป็นตัวตั้ง” หมายความว่าการพัฒนาต้องเริ่มจากการยกระดับโรงเรียนทั้งระบบ และต้องตอบคำถามข้อเดียวให้ได้ว่า เด็กดีขึ้นหรือยัง หากเด็กยังไม่เปลี่ยนแปลง กระบวนการทั้งหมดที่ลงมือทำไปก็ถือว่ายังไม่สำเร็จ และอีกแนวคิดการทำงานสำคัญคือ“การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ” (Whole-School Approach) ที่ไม่ติดกรอบว่าต้องทำครบทุกขั้นตอนหรือต้องปฏิบัติเหมือนกันทุกโรงเรียน แต่สิ่งที่ห้ามละเลยคือ ผลลัพธ์ที่เด็กต้องดีขึ้น หากกระบวนการใดไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผู้เรียนนั่นหมายถึงยังไม่ประสบความสำเร็จ

6 มาตรการการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบในโครงการ TSQM ได้แก่

  1. การกำหนดเป้าหมายและแผนพัฒนาโรงเรียน (School Goal) ที่ชัดเจน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาให้เดินหน้าไปพร้อมกันทั้งโรงเรียน
  2. ระบบสารสนเทศคุณภาพ (Q-Info) เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการดูแลช่วยเหลือ/พัฒนาผู้เรียนในมิติต่าง ๆ การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู และการตัดสินใจและการวางแผนการทำงานของโรงเรียน
  3. ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) – ครูเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และให้กำลังใจกัน ซึ่งทำให้ครูรู้สึกไม่โดดเดี่ยว
  4. นวัตกรรมห้องเรียน (Classroom Innovation)  มีชุดเครื่องมือนวัตกรรมที่หลากหลายถึง 11 นวัตกรรม ซึ่งครูนำเลือกหยิบไปทดลองปรับใช้ในห้องเรียนของตนเองได้และทุกนวัตกรรมจะมีโค้ชคอยให้คำแนะนำ
  5. เครือข่ายโรงเรียน (School Network)  ทำให้โรงเรียนไม่ต้องทำงานแบบโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ระหว่างกันผ่านกระบวนการ PLC ที่ปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
  6. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน – เพื่อดูแลช่วยเหลือเด็กในมิติต่าง ๆ และให้มั่นใจว่าจะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 

การขยายผลและความเปลี่ยนแปลง  หลายแห่งยังต่อยอดมาตรการเพิ่มเป็น 8 ด้านตามศักยภาพและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ เด็กมาโรงเรียนมากขึ้น สนใจเรียนมากขึ้น และมีความผูกพันกับครูและโรงเรียนมากกว่าเดิม สิ่งนี้กลายเป็นพลังใจใหม่” ให้ครู เพราะเห็นว่าความพยายามของตนส่งผลต่อเด็กและเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ความท้าทายที่ต้องเรียนรู้เพื่อก้าวต่อ 

ในช่วงเริ่มต้นโครงการพบว่าโรงเรียนจำนวนไม่น้อยติดกับดักการสอนแบบ “เนื้อหาเป็นตัวตั้ง” และยึดการประเมินผลแบบรายวิชา จึงทำให้การสอนแบบบูรณาการเกิดขึ้นยาก โดยแนวทางแก้ไขที่พบคือการขยับการเรียนแบบปกติไปสู่ การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based Learning) ซึ่งเมื่อเชื่อมกับ หลักสูตรฐานสมรรถนะ ก็ช่วยให้โรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่บูรณาการได้จริง พร้อมทั้งประเมินผลที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ของผู้เรียน

“การได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
คือจุดเปลี่ยนอนาคตของเยาวชน”

ดร.อุดม วงษ์สิงห์
ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. 

       
                                                                               

การประเมินผลที่ไม่ใช่แค่การสอบ แต่เพื่อการพัฒนา

การประเมินผลในโครงการนี้ไม่ได้มุ่งไปที่การทดสอบปลายทาง (summative) เท่านั้น แต่เน้นการประเมินระหว่างเรียน (formative) ที่ช่วยให้ครูรู้ทันทีว่าเด็กเข้าใจหรือไม่ และสามารถนำไปปรับการสอนได้ทันท่วงที  ในด้านกรอบการประเมินได้ใช้มิติ V-A-S-K (Value, Attitudes, Skill, Knowledge) หรือ “คุณค่า เจตคติ ทักษะ และความรู้” และกำลังพัฒนาเครื่องมือกลางที่ครูสามารถนำไปใช้ได้ง่ายสอดคล้องการสอนจริง และเทียบเท่าได้ในระดับชาติหรือนานาชาติ เพื่อให้ทุกโรงเรียนสามารถใช้วัดและพัฒนาเด็กของตนได้

ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่เกิดขึ้นสามารถแยกออกเป็นประเด็นได้ดังนี้

  1. ผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้นำทางวิชาการ” ไม่ใช่แค่ผู้บริหารงานธุรการ แต่ต้องเข้าใจการเรียนรู้ของเด็กและสามารถชี้ทิศทางการสอนได้
  2. ครูและการมีโค้ช  ทำให้ครูไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แต่มีเพื่อนร่วมทาง PLC และโค้ชช่วยสะท้อนผลลัพธ์ ทำให้ครูเห็น “การเปลี่ยนแปลงที่ตัวเด็ก” และเกิดแรงใจในการพัฒนา
  3. ความยืดหยุ่นของมาตรการ  โรงเรียนมีอิสระเลือกแนวทางที่เหมาะกับตนเองได้ ไม่ถูกบังคับให้ทำตามสูตรเดียว แต่มีความหลากหลายที่สามารถปรับใช้ได้ตามบริบท

การทำงานพัฒนาในด้านมิติความเสมอภาค บทเรียนสำคัญอีกข้อคือ โรงเรียนไกลเมืองหรือโรงเรียนที่มีขนาดเล็กนั้น “ไม่ได้ด้อยกว่าโรงเรียนในเมือง เพียงแต่มีบริบทที่ต่างกัน แต่หากเปิดพื้นที่ให้เด็กได้แสดงศักยภาพ ก็จะเห็นความสามารถ ที่ไม่ควรถูกวัดเพียงด้วยคะแนนสอบ ดังนั้นงานวิจัยควรออกแบบวิธีการวัดที่สะท้อนความหลากหลายของผู้เรียน ทั้งด้านพฤติกรรมการมาเรียน ความสัมพันธ์กับโรงเรียน และคุณลักษณะเชิงสังคม ไม่ใช่แค่เกรดในรายวิชา

เด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก
ในพื้นที่ห่างไกลไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็ก
ในเมืองในโรงเรียนขนาดใหญ่
พวกเขามีความสามารถเต็มศักยภาพ

ในมิติของบริบทตนเอง

ชนกพรรณ วรดิลก
หัวหน้าฝ่ายพัฒนาคุณภาพโรงเรียนและระบบนิเวศการเรียนรู้
สำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ.

                                                                                                                                                       

                                                                                     

โจทย์วิจัยเพื่อให้การทำงานของโครงการก้าวต่อไป

  • การสร้าง เครื่องมือประเมิน V-A-S-K ที่ใช้ง่าย เชื่อมโยงกับการเรียนการสอนจริงและต้องทำให้เครื่องมือนี้สามารถสะท้อนการเรียนรู้จริงในห้องเรียน ไม่ใช่เพียงการทดสอบเชิงทฤษฎี ความท้าทาย คือการเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล (international benchmarks) เพื่อให้โรงเรียนไทยสามารถยืนยันคุณภาพการเรียนรู้ที่เทียบเคียงได้ในระดับโลก
  • กลไกเสริมสร้าง ผู้อำนวยการโรงเรียนในฐานะผู้นำทางวิชาการ คือการออกแบบระบบหรือกระบวนการที่ช่วยให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็น “ผู้นำทางวิชาการ” ไม่ใช่แค่ผู้บริหารงานทั่วไป แนวทางคือใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เป็นกลไกหลักในการพัฒนาครูและโรงเรียน รวมถึงการคำนึงถึงต้นทุนทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และเวลา ปัจจัยเชื่อมโยง ได้แก่ การสนับสนุนจากเขตพื้นที่การศึกษา ความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในและนอกพื้นที่ และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคู่พัฒนา
  • การวิจัยเชิงเปรียบเทียบการปรับใช้ Classroom Innovation หลายแบบในบริบทต่างกัน เพื่อหาว่า นวัตกรรมรูปแบบใดเหมาะกับเด็กกลุ่มไหน (เช่น เด็กเมือง/เด็กชนบท เด็กที่มีพื้นฐานต่างกัน) และสามารถให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน โดยใช้เกณฑ์ “เลือก ปรับ ติดตามผล” ให้เกิดผลกับผู้เรียนจริง
    และมีการติดตามผลการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
  • วัด “ความเสมอภาคเชิงคุณภาพ” นอกเหนือคะแนน เช่น พฤติกรรมการมาเรียน ความผูกพันโรงเรียน คุณลักษณะพลเมือง ฯลฯ คือการพัฒนาวิธีวัด “ความเสมอภาคเชิงคุณภาพ” ของการศึกษา ซึ่งไม่ใช่แค่คะแนนสอบมาตรฐาน ตัวชี้วัดที่อาจรวมถึงพฤติกรรมการมาเรียนสม่ำเสมอ ระดับความผูกพันของนักเรียนต่อโรงเรียนและการเรียนรู้ การพัฒนาคุณลักษณะความเป็นพลเมือง (citizenship, civic responsibility) ทักษะทางสังคมและอารมณ์ (social-emotional learning) ที่ไม่ใช่เพียง “ทุกคนเข้าถึงการเรียน” แต่ต้องมั่นใจว่า “ทุกคนได้รับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและเท่าเทียม”

บทเรียนจาก TSQM ชี้ให้เห็นว่า การปฏิรูปโรงเรียนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเพิ่มทรัพยากรเสมอไป แต่ต้องเริ่มจาก วิธีคิดและการออกแบบระบบการเรียนรู้ใหม่ ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงครู ผู้บริหาร และเครือข่ายโรงเรียนเข้าด้วยกัน งานวิจัยลักษณะนี้จึงไม่ได้เพียงตอบโจทย์เชิงนโยบาย แต่ยังสร้าง “ความหวังใหม่” ให้แก่โรงเรียนไกลเมือง ว่าแม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ที่แท้จริงได้

ติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการขับเคลื่อนโรงเรียนพัฒนาตนเองได้ที่ :
https://www.facebook.com/eef.TSQM

รับชมการแลกเปลี่ยน Research Bite 29 ก.ค.68 พัฒนาได้ แม้ไกลเมือง พลังเครือข่ายโรงเรียนพัฒนาตนเองย้อนหลังได้ที่ :

https://www.facebook.com/share/v/19XPK7NTUn/

 32,772 

Writer

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular