Share on

 1,981 

นับเป็นข่าวดีที่สร้างรอยยิ้มให้กับวงการการศึกษาไทย เมื่อผลการประเมิน PISA 2025 ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ประเทศไทยสามารถขยับอันดับจากที่ 58 ขึ้นมาอยู่ที่ 53 ของโลก (จาก 91 ประเทศที่เข้าร่วม โดยผลคะแนนเฉลี่ยของเด็กไทยวัย 15 ปี จากกลุ่มตัวอย่าง 8,547 คน พุ่งสูงขึ้นทั้ง 3 ด้าน

วิทยาศาสตร์ 432 คะแนน (+23 คะแนน)

คณิตศาสตร์ 407 คะแนน (+13 คะแนน)

การอ่าน 392 คะแนน (+13 คะแนน)

ตัวเลขที่ขยับขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากความพยายามอของ “ครูไทย” และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันกอบกู้วิกฤต ภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ที่เป็นแผลเป็นมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโรคระบาด แต่คำถามสำคัญที่ยังคงต้องตั้งข้อสังเกตต่อไปคือ

“ภายใต้คะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้น มีเด็กเปราะบางคนไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่?”

เทคนิค Active Learning พาคะแนนวิทย์พุ่งทะยาน แต่ (อาจ) ไม่กระจายสม่ำเสมอ

หากเจาะดูที่คะแนนด้านวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 23 แต้ม สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญคือการปรับเปลี่ยนห้องเรียนไปสู่แนวทาง Active Learning ที่ลดการท่องจำหน้ากระดาน เปลี่ยนเป็นการตั้งคำถาม ให้ผู้เรียนได้ทดลอง สัมผัส และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง กระบวนการนี้ช่วยปลุก “สมรรถนะ” (Competency) ให้เด็กสามารถนำความรู้วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งตรงกับรูปแบบการทดสอบของ PISA อย่างพอดิบพอดี

แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ… เทคนิค Active Learning มักต้องการ “ทรัพยากร” ทั้งสื่อการสอน อุปกรณ์ทดลอง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไปจนถึงอัตราส่วนครูต่อนักเรียนที่เหมาะสม

เมื่อเรามองกลับมาที่ “โรงเรียนขนาดเล็ก” หรือโรงเรียนขยายโอกาสในพื้นที่ห่างไกล ทรัพยากรเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก ข้อมูลที่ผ่านมาของ PISA ชี้ให้เห็นว่า ช่องว่างคะแนนระหว่างนักเรียนในกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด 10% แรก กับกลุ่มต่ำสุด 10% ท้าย มักมีความห่างกันเทียบเท่ากับระยะเวลาเรียนถึง 2-3 ปีการศึกษา

หากการเข้าถึง Active Learning ยังกระจุกตัวอยู่แค่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง หรือโรงเรียนที่มีความพร้อม คะแนน PISA ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงความสำเร็จของเด็กกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่เด็กพื้นที่ห่างไกลและเด็กกลุ่มเปราะบางยังคงติดหล่มอยู่ในวิกฤต Learning Loss เช่นเดิม

TSQM ห้องเรียนยืดหยุ่น สร้างเครือข่ายให้ “เด็กไม่ไกลบ้าน” 

เพื่ออุดรอยรั่วดังกล่าว กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงเดินหน้าผลักดันแนวทาง TSQM (Teacher and School Quality Movement) หรือการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ แนวทางนี้ไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาในห้องเรียน แต่มุ่ง สร้างเครือข่าย ชุมชนช่วยกัน ดึงทุกภาคส่วนในท้องถิ่นเข้ามาเป็นฐานที่มั่น เพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการ ทรัพยากรความเสี่ยง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันไม่ให้มีเด็กหลุดออกจากระบบ

เป้าหมายสูงสุดของ TSQM คือการทำให้ “เด็กไม่ไกลบ้าน” พวกเขาต้องสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ทันทีในชุมชนของตนเองโดยไม่ต้องดิ้นรนเข้าไปในเมืองใหญ่ พร้อมทั้ง ปรับการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับข้อจำกัดและบริบทชีวิตของผู้เรียนแต่ละคน มากไปกว่าการไล่ล่าคะแนนวิชาการ แนวทางนี้ยังมุ่งสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” และบ่มเพาะ Soft Skill ที่จำเป็น เพื่อให้เด็กไทยมีทักษะชีวิตที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI

เปลี่ยน “คะแนนเฉลี่ยประเทศ” ให้เป็น “คุณภาพของทุกคน”

การที่อันดับภาพรวมขยับขึ้น เป็นสัญญาณบวกที่เราควรภูมิใจ แต่เป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่การดันประเทศให้ติดอันดับ แต่คือการสร้าง “ระบบการศึกษาที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จแบบ One-Size-Fits-All ได้ กสศ. เชื่อมั่นในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education) และการสนับสนุนกลไกให้เกิดทรัพยากรที่ยืดหยุ่น เพื่อให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถออกแบบ Active Learning ในแบบฉบับของตัวเองได้ โดยใช้บริบทชุมชนเป็นห้องทดลอง

และเหนือสิ่งอื่นใด “ครู” คือฟันเฟืองที่สำคัญที่สุด จึงขอสนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและชุมชนที่ช่วยสนับสนุนครูไทย ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันแผนการสอน Active Learning แบบประหยัด (Low-cost) ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แพงๆ ไปจนถึงการเป็นพื้นที่ “ฟื้นฟู” ให้ครูที่ต้องแบกรับภาระหนักในการฟื้นฟูเด็กๆ จากภาวะ Learning Loss

เพราะผล PISA ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในอนาคต อาจไม่ใช่อันดับ 1 ของโลก… แต่เป็นวันที่ “ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)” ของคะแนนเด็กไทยแคบที่สุด ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าเด็กจะเกิดที่ไหน ในครอบครัวฐานะอะไร พวกเขาก็ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

 1,982 

Writer

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular