โรงเรียนที่เป็นไปได้ของคุณแม่ที่เป็นหมอ: กับการออกแบบศึกษาของลูกที่สร้างคุณค่าจากภายใน

Share on

 45,016 

เราจะออกแบบการศึกษาแบบไหนให้กับลูกหลานของเรา? คำถามนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับซ่อนคำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้น—เราต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นแบบไหน? และอะไรคือสิ่งที่การศึกษา “ควร” มอบให้กับชีวิตหนึ่งชีวิต?

บทความนี้ถ่ายทอดแนวคิดและการเดินทางของ “หมอพลอย พ.ญ.รินทร์ลภัส ถาวรจิระพัฒน์” ผู้หญิงที่เติบโตจากระบบการศึกษากระแสหลักในเมืองหลวง สอบได้เกรดดี เป็นเด็กเรียนเก่งตามบรรทัดฐานสังคม แต่เมื่อกลายเป็นแม่ กลับเริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่ตนเคยได้รับจากระบบการศึกษานั้น มันสร้างให้เธอเป็น “คนเก่ง” จริงหรือ หรือเพียงแค่คนที่กลัวล้มเหลว? และเมื่อลูกของเธอกำลังจะเริ่มต้นการศึกษาในโลกยุคใหม่ เธอกลับเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป

ด้วยสายตาของคนเป็นแม่ หมอพลอยเริ่มมองเห็นคุณค่าของ “การศึกษาเพื่อทักษะชีวิต” มากกว่าการแข่งขันเพื่อเกรด เธอเลือกปักหลักในจังหวัดอุบลราชธานี เริ่มต้นจากบ้านเรียนเล็ก ๆ ที่ยึดจุดตั้งต้นคือ “ความแข็งแรงภายในของเด็ก” ไม่ใช่ความรู้ดิบ ไม่ใช่การสอนแบบบรรยาย ไม่ใช่ความสำเร็จในสายตาคนอื่น

เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงบันทึกการเปลี่ยนแปลงของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ยังชวนให้เราทุกคนย้อนถามตัวเองว่า ถ้าการศึกษาไม่ทำให้เราเข้าใจตัวเอง ไม่ทำให้เรากล้าล้มเหลว ไม่ทำให้เรารักในสิ่งที่เราเป็น แล้วเราจะเรียกมันว่า “การศึกษา” ได้จริงหรือ?

เชิญร่วมเดินทางไปกับคุณหมอพลอย กับคำถามใหญ่ที่เริ่มต้นจากลูกน้อยของเธอ แต่ปลายทางนั้นคือการมองใหม่ต่อทั้งระบบการศึกษาของบ้านเรา…

IAMKRU. ตอนเรียนคุณพลอยเป็นเด็กยังไง 

พลอยเป็นคนที่เรียนดีมาตั้งแต่เด็ก สอบได้เกรด 4 หรือลำดับเลขตัวเดียวมาตลอด เพื่อน ๆ ที่เรียนก็เป็นกลุ่มเด็กเก่งเรียนห้องคิง การเป็นเด็กเรียนเก่งก็มีข้อดีและยิ่งเก่งก็ยิ่งได้รับความคาดหวังจากคนรอบข้าง ก็มีรู้สึกบ้าง แต่ด้วยจริตเราคือพลอยเรียนรู้สึกว่าแบบเหมือนมันตั้งใจด้วยตัวเองอยู่แล้วมันรู้สึกว่ามันแบบอยากรับผิดชอบงานหน้าที่ตัวเอง คุณแม่เขาไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยเคี่ยวเข็ญไม่เคยอะไรเลย แต่ว่ามุมนึงเดาว่ามันอาจจะเป็นเพราะเขาเห็นเราทําหน้าที่ได้ดีอยู่หรือเปล่า เขาเลยไม่ได้มากดดันว่าแบบต้องเรียนต้องทำได้ ปล่อยเราได้เป็นตัวเองเลย 


ซึ่งมันอาจจะโชคดีในแง่ที่ว่าระบบการศึกษาที่เป็นอยู่มันรองรับ เด็กเรียนเขียนอ่านเรื่องวิชาการอยู่แล้ว พอมันพอดีกับสิ่งที่เราถนัดกับทางที่เราไปถนัดกับมุมที่เราเก่งด้วยหรือเปล่าประมาณนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าเอาจริงเราไม่ได้รู้สึกกดดัน อาจจะต้องขอบคุณครอบครัว หมายถึงคุณแม่ด้วยที่เขาไม่ได้ผลักดัน (push) เราแบบจนเรารู้สึกถึงความความกดดัน คุณแม่ไม่เคยพูดเลยค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นเราเองที่เราทําของเราเองไปเรื่อย ๆ แต่คุณแม่มีช่วงนึงเคยพูดว่าอยากให้เราเรียนหมอแล้วก็จบ และเราเป็นคนหาทางเองเพราะเราอยากเรียนอะไรแล้วมันเผอิญว่าตรงกัน พอเป็นเรื่องที่เรามุ่งมั่นพอรู้เราชอบอะไรเราก็ไปทางนั้นเลย


แต่พอถ้ากลับมามองในปัจจุบัน พลอยรู้สึกว่าเป็น pain point ที่มันถูกปลูกฝังจากตรงนั้นมา คือมันมีบางจุดที่รู้สึกว่าเอาจริงตอนเรียนเราไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก แต่พอมาถึงตอนโตแล้ว การที่บางทีเราจะอยากทําอะไรที่มันนอกกรอบต่างจากเดิมจะออกจากหมอเพื่อเริ่มทําสิ่งใหม่ ถ้าทางจิตวิทยาจะเรียกเหมือนแบบชาโดของเราเองที่อาจเป็นเราที่กลัวความล้มเหลว ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้ แต่พอเราได้ไปทําเวิร์กช็อปเกี่ยวกับจิตวิทยา ก็พบว่าเรากลัวความล้มเหลว กลัวความผิดพลาด กลัวการออกนอกกรอบ รู้สึกว่ามันยากที่จะเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ สิ่งนี้ทําให้พลอยมาสะท้อนตัวเองว่าบางทีการที่เราโดนจัดลำดับโดยที่ไม่ได้ตั้งใจทั้งจากสังคมจากระบบการศึกษาว่าแบบตอนเด็กเก่ง ทำอะไรก็ประสบความสําเร็จ แต่พอเราจะทําอะไรที่มันออกจากกรอบ เดิม ๆ ทำให้บางทีเราไม่กล้า กลัวล้มเหลว เป็นจุดนึงที่ทําให้เห็นว่าระบบการศึกษาที่บางทีนั้น มีการติดป้ายให้เด็กเกรด 4 กับเด็กไม่เก่ง สอบไม่ผ่าน หรือเด็กที่แบบติดศูนย์ กลายเป็นทั้ง 2 ฝ่ายได้รับผลกระทบจากระบบการศึกษา  เด็กไม่เก่งถูกมองว่าทำอะไรไม่สำเร็จโดยเฉพาะเรื่องเรียน และเด็กเก่งกลายเป็นเด็กที่อยู่ในกรอบไม่กล้าทําสิ่งใหม่ กลัวความล้มเหลว  สิ่งนี้สะท้อนกลับมาที่ตัวของเรา สงสัยว่าตัวเองเป็นไรอ่ะ มันเหมือนแบบมันโดนสร้างอัตตา โดนสร้างตัวตนจากระบบการศึกษาที่บอกว่าเราเป็นคนเก่ง แต่บางทีเราก็ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง เราเหมือนมันทําให้แบบมีความหลงโดยที่ไม่รู้ตัวโดนสร้างให้อยู่ภายในกรอบมาตลอด ความเก่งมันบางทีมันก็เป็นเหมือนแบบดาบสองคมด้วย

IAMKRU. จากกรุงเทพฯ โยกย้ายไปปักหลักที่จังหวัดอุบลราชธานี 

พลอยเรียนและโตที่กรุงเทพฯ พลอยเป็นลูกคนโตและมีน้องสาวอีกคนหนึ่ง คุณแม่ของพลอยเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเลี้ยงพลอยและน้องมาคนเดียว ได้เรียนอยู่ในโรงเรียนประจํา พอเข้ามหาลัยวิทยาลัยก็เลือกเรียนหมอที่ ม. ธรรมศาสตร์ เป็นระบบการเรียนทั่วไป ก็จะมีบริบทเหมือนเด็กเมืองทั่วไปที่วันหยุดช่วงใกล้เอ็นทรานซ์ใกล้สอบ ตอนนั้นก็จะมีแบบมาเรียนพิเศษ แถวสยาม แถวพญาไท  พอเรียนหมอจบ เราก็ได้เริ่มมาใช้ชีวิตต่างจังหวัด เป็นจุดเริ่มต้นได้อยู่สัมผัสชีวิตต่างเพราะว่ามาใช้ทุนหมออยู่ที่โคราช  จนมันมีช่วงหนึ่งที่พลอยทํางานหมอ พอตอนนั้นอยู่โคราชเสร็จหลังจากนั้นก็ได้กลับมาทํางานอยู่ที่กรุงเทพอยู่ประมาณราวๆ สักครึ่งปีได้ ตอนนั้นก็ตอบตัวเองเลยว่าอยากไปอยู่ต่างจังหวัด ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่อุบลฯ ได้ประมาณ 3 ปีแล้วค่ะ รู้สึกว่าชีวิตแบบชนบทที่ห่างไกลจากความวุ่นวายในเมืองกลับเข้ากับเราได้ดี รู้สึกโอเคและมีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบนี้ค่ะ


IAMKRU. ได้ยินคําน่าสนใจคําหนึ่งเรื่องจริตของตัวเรากับระบบการศึกษา โรงเรียนที่ฟูมฟักให้เด็กเก่งมันจะไปด้วยกันได้ จริตของการศึกษาที่เหมาะกับผู้เรียนควรเป็นแบบไหน 

พลอยขอยกตัวอย่างคนใกล้ตัวพูดถึงคนที่รู้จัก เขาเคยเล่าประสบการณ์ช่วงที่เรียน เขาเป็นเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียนเลย เพราะรู้สึกอยากอยู่บ้านอยากอยู่กับต้นไม้อยู่กับธรรมชาติ แล้วคนนี้ก็ทดสอบความฉลาดทั้งหมด 8 ด้าน เขาก็พบว่าตนเองถนัดทางธรรมชาติวิทยา  เลยทำให้เข้าใจได้ว่าทําไมเขาถึงอยากทําสวนอยากอยู่บ้าน อยู่ต่างจังหวัด แล้วผลของทดสอบพลอยออกไปทางตรรกะทางโลจิกที่เป็นด้านวิชาการตามระบบที่ในระบบการศึกษาตอนนี้มี แต่กับของเพื่อนเรากลับไม่ค่อยมีที่ให้เรียนเรื่องธรรมชาติวิทยา การทําสวนทําเกษตร มันแทบไม่มีในแบบโรงเรียนมัธยม โรงเรียนประถมทั่วไปเลย พออยู่ในระบบการศึกษาปกติกลับกลายเป็นเด็กที่ไม่เก่ง เพราะแค่ไม่ได้ถนัดวิชาการ ได้เรียนในสิ่งที่ไม่ถนัดกลับกลายเป็นการทําลายตัวตนของเขาไปเลย


พอกลับมาคุยกันว่าจุดนี้เกิดจากที่โรงเรียนหรืออะไร ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นคนที่ไม่เก่งไม่มีความสามารถทั้งที่จริงแล้วเป็นคนที่เก่งในแบบเก่งในเรื่องที่เขาสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานช่างงานไม้ งานธรรมชาติ แต่มันน่าเศร้าตรงที่ว่า ระบบการศึกษากลับนับถือคนที่เก่งวิชาการ แล้วด้านอื่นโดนไม่ได้มองเห็นเด็กเสียตัวตนกับการนับถือตัวเองจากการที่ไม่ได้อยู่ในสายเมนสตรีม ซึ่งพลอยรู้สึกว่ามันน่ากลัวนะในแง่ที่ว่า บางทีเรื่องวิชาการบางทีเราอาจจะไม่ได้ให้เด็กทำในสิ่งที่เขาถนัด  มันยังไม่ค่อยน่าเศร้าเท่ากับการที่เขาไม่เก่งในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็นแล้วกลับโดนทําลายตัวตนลงไป


IAMKRU. อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณพลอยสนใจรูปแบบการศึกษาแบบทางเลือก


ตั้งแต่เริ่มต้นตอนที่ย้ายจากกรุงเทพมาอยู่ที่อุบล ฯ  พอได้มาเห็นเหมือนบริบทคนเมืองเรียนในเมืองจบในเมืองแล้วก็มาเห็นชุมชนชนบทที่อยู่ตอนนี้ อันดับแรกเห็นน้องเด็กๆ ในชุมชน รวมถึงเยาวชนในชุมชน มุมแรกที่เห็นเลยคือ ความเหลื่อมล้ำของการศึกษา เด็ก ๆ แทบไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะเรียนที่ไหนเพราะมันมีที่เดียวคือโรงเรียนของหมู่บ้านเท่านั้น และสถานที่เรียนรู้หรือพิพิธภัณฑ์ในต่างจังหวัดมันก็ไม่เท่ากับในกรุงเทพฯ และพอมีลูกพลอยก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับพวกการเลี้ยงลูก การพัฒนาเด็กจิตวิทยา การพัฒนา EF จิตวิทยาเชิงบวก แล้วก็มิติเรื่องการศึกษาด้วย ความที่เราได้เลี้ยงลูกเองทำให้เห็นว่าสิ่งสําคัญที่เด็กคนหนึ่งควรจะแข็งแกร่งจริง ๆ  มันคือภายในของเด็กค่ะ แล้วการศึกษาที่ควรจะช่วยเขาในยุคนี้ เพราะพอถามตัวเองค่ะว่าอยากให้ลูกได้อะไรจากการศึกษา ในมุมพลอยรู้สึกว่าในโลกปัจจุบัน สิ่งที่ควรจะได้มันไม่ใช่ความรู้แค่ความรู้เท่านั้น


IAMKRU. แล้วทักษะของโลกปัจจุบันในมุมแม่เห็นเป็นแบบไหน 

พลอยมองว่า ทักษะมันคือสมรรถนะที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รักในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะการสื่อสารการทํางาน การศึกษาควรให้ในมุมนี้ ส่วนไอ้ความรู้ที่มันเป็นความรู้แบบดิบ ๆ เรียนไปไม่รู้เอาไปใช้งานยังไงมันแทบไม่สําคัญเท่าไหร่ เพราะเราเรียนหมอมันจะมีเนื้อหาที่อัปเดตใหม่ ๆ บางทีก็เซิร์ชหาอินเตอร์เน็ตแทน เราเห็นว่าสิ่งนี้เป็นทักษะในการแสวงหาความรู้ ซึ่งสำคัญไม่แพ้ตัวเนื้อหาความรู้เอง โดยเฉพาะเมื่อมองในมิติของสมรรถนะ พลอยรู้สึกว่าอย่างตอนศึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกก็เจอเรื่อง self-esteem หรือ self -perception เรารู้สึกว่ามันสําคัญสําหรับเด็กคนหนึ่งมาก ๆ  ตอนแรกที่พลอยยังไม่ได้คิดจะทําการศึกษาเองให้ลูกเนี่ย เราอยากสร้างตรงนี้ให้ลูกค่อนข้างแข็งแรงในระดับนึง ก่อนที่ลูกเราจะเดินเข้าไปโรงเรียนและเมื่อเข้าไปแล้วขออย่างเดียวถ้าไม่สร้างสรรค์ให้เด็กคนหนึ่งเติบโต ก็อย่าทําลายศักยภาพของเด็ก อย่าทำลาย Self esteem ลูกของเรา พลอยคิดแค่นี้ ซึ่งเราก็เรียนรู้ได้เห็นจากประสบการณ์ตัวเอง จากเพื่อน และคนรอบข้าง

IAMKRU. จากเรื่องการเรียนของลูก สร้างแรงขับเคลื่อนในการทำงานของคุณพลอยอย่างไรบ้าง 

พลอยเป็นแพทย์ทั่วไป สนใจการพัฒนาเด็กและการศึกษา โดยเริ่มจากลูก พอศึกษาในทางนี้ทำให้เห็นคุณค่าและความสำคัญ มาถึงตอนนี้พอเราได้เรียนรู้ทฤษฎีกับที่เราเลี้ยงลูกเองมา ก็ยังไม่เจอแนวทางการศึกษาที่รู้สึกว่าใช่กับเรา จนไปได้เจอที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาแล้วรู้สึกแบบเอ้ย มันตรงในแบบที่เรามองหา คือเรารู้ว่าอยากให้ลูกได้ประมาณไหน แต่ยังไม่เจอว่าจะเป็นรูปธรรมหน้าตาแบบไหน ได้เข้าไปดู open class ของ เด็กชั้นประถมหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไปโรงเรียนเลยนะคะ แล้วเราก็รู้เลยที่เนี่ยใช่ ตอบโจทย์ เรื่องสมรรถนะ แล้วก็เรื่องภายในของเด็ก  เราได้เห็นจิตวิทยาที่ครูใช้กับเด็กจริง ครูที่นี่ไม่ได้สอน แต่เป็นการโค้ช หรือเป็นเหมือนผู้อำนวยการสอน (Facilitator) ให้เด็กได้คิดต่อ ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ทุกอย่างจนเราโอเค ได้แนวทางที่เราอยากให้ลูกเราเรียนอะไรเหมือนภาพที่เราคิดไว้ชัดเจนมากขึ้น


IAMKRU. เหมือนการศึกษาที่คุณพลอยเลือกให้น้องเป็นแบบไม่ได้อยู่ในเมนสตรีมทั่วไป คุณพลอยตอบคําถามกับคนรอบรอบตัวที่รู้จักเราในการเราตัดสินใจที่จะไปทางนี้ยังไงบ้างคะ


เรื่องการเลี้ยงลูกเราไปด้วยกันแล้วเรามาทางเดียวกันอยู่แล้ว แล้ววันนั้นได้พาเขาที่ไปดูงานที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เขาได้เข้าไปในห้องด้วย แล้วเขาได้เห็นห้องเรียนจริง เขาก็เห็นด้วยทุกอย่าง
ส่วนคนในครอบครัว เช่น ปู่ย่าตายาย จริงๆ พลอยไม่ค่อยได้คุยอะไรกับท่านเท่าไหร่ ด้วยความที่แบบเอาจริงคือพลอยเป็นคนแบบถ้าตัดสินใจแล้วมันแทบจะไม่มีใครมาล้มพลอยได้  คือเรา ก็ยอมรับว่าเราค่อนข้างแข็งในระดับหนึ่งอย่างคุณแม่ของพลอยเองเขาไม่ได้ถามรายละเอียดมาก ก็แค่ถามว่าอยากให้ลูกเรียนที่ไหนอะไรอย่างเงี้ยก็บอกเขาไปว่า เดี๋ยวเราจะจัดการเรื่องการเรียนให้ลูกเอง แต่ว่ารายละเอียดก็ลูกเขาก็ยังไม่ได้รู้ทั้งหมด ส่วนทางคุณแม่สามีเป็นครูเกษียณแล้วท่านก็รู้ว่าเราจะเป็นคนจัดการเรียนให้ และเหมือนเปิดพื้นที่ให้พลอยกับสามีได้ลองทำประมาณนี้ค่ะ

IAMKRU. ตอนนี้น้องกี่ขวบแล้วคะ มีปูพื้นฐานอะไรให้น้องไปบ้างแล้วไหมคะ


ตอนนี้ 3 ขวบ 5 เดือนค่ะ ถ้าตามอายุก็คือปีการศึกษาหน้าขึ้นอนุบาลหนึ่ง ให้การศึกษาน้องแบบ Home School มาระยะหนึ่งแล้ว เป้าหมายของการเรียนการสอนก็เพื่อมุ่งพัฒนาในเรื่องตัวตนและการพัฒนาทั้ง 4 ด้านให้แข็งแรง  ตอนนี้การเรียนของน้องอยู่ในกิจกรรมอยู่ในชีวิตประจําวันทั้งหมด พร้อมใช้แนวทางการสอดแทรกไปในชีวิตประจำวันที่มันเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนา EF ของลูก แลพการคิดขั้นสูงได้ กิจกรรมการเรียนจะเปิดพื้นที่ให้ฝึกทักษะเป็นกิจกรรมพุ่งเป้า เช่น การเล่นงานบ้าน งานสวน หรือว่างานครัวอะไร ต่างๆ เป็นการพัฒนาปัญญาภายในและภายนอก โดยใช้นวัตกรรมจากจิตตศึกษาของลำปลายมาศพัฒนามาใช้ ส่วนปัญญาภายนอกจะเน้น Problem Based-Learning (PBL) และ Play Based-Learning ส่วนกิจกรรมในโรงเรียนก็มีนำของรุ่งอรุณมาปรับใช้ด้วย มีการสอนทักษะการความปลอดภัยทั้งน้ํา หรือว่า การป้องกันตัวหรือมวยไทย และคาดคาดหวังว่าเมื่อเขาโตขึ้นสามารถพัฒนาทักษะเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้ 

IAMKRU. มีวางเป้าหมายวางแผนการทำบ้านเรียนและ Learning Space ตรงนี้ยังอย่างไรบ้าง

ตอนนี้มีเขียนแผนการศึกษาส่งให้ทางพื้นที่การศึกษาพิจารณาโดยใช้ฐานของหลักสูตรแกนกลางเป็นฐานหลัก เขียนเรื่องการพัฒนาการกี่ด้านตามช่วงวัย ว่าช่วงอายุประมาณนี้ควรได้เรียนรู้อะไรบ้าง  เป็นมุมที่ตัวเองอยากจะให้ลูกรวมถึงถ้าเด็กคนอื่นที่เข้ามาร่วมเรียนกัน เน้นเรื่องการพัฒนาตัวตนของเด็กเป็นฐานแรกเริ่มก่อนว่าเราจะพัฒนาการกี่ด้าน ซึ่งไปสอดคล้องกับเรื่องการใช้จิตวิทยาเชิงบวกร่วมด้วย


เรื่องการทำงานร่วมกับทางเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 2 ที่ให้คําแนะนําเรื่อง Home School ให้คำแนะนำดีมากเลย ทางเขตฯ เห็นแผนที่เขียนไป ก็ชื่นชม เพราะด้วยแผนการเรียนเรานำแผนจากโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนากว่า 70% และนำแผนฯ มาจากโรงเรียนรุ่งอรุณบ้าง โชคดีที่คุณแม่เคยทําโรงเรียนมาก่อน เลยทําให้เราเห็นว่ามีแนวทางที่หลากหลายนะ ซึ่งแผนทำบ้านเรียนที่ทำอยู่ก็ยื่นแผนและผ่านเขตตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงยื่นเรื่องสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด

ถ้าสิ่งที่โฟกัสในตอนนี้มองเรื่องลูกเราก่อน แล้วถ้ามันดูไปได้ถึงขั้นศูนย์การเรียนหรือโรงเรียน ซึ่งเราก็อยากทำไปให้ถึงตรงนั้นแต่ต้องรอดูอีกที 

กิจกรรมที่ ปันป่า – Pun Pah Learning Space
https://www.facebook.com/profile.php?id=61557457380460

IAMKRU. แล้วชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง  มีการแลกเปลี่ยนกับเรื่องลูก ๆ กับคุณพลอยในแง่ไหนบ้าง

ตอนนี้เริ่มมีกิจกรรมบ้างแล้ว โดยเดือนที่ผ่านมาก็จะมีกิจกรรมที่เหมือนแบบช่วงปิดเทอมให้เด็กมาทํากิจกรรมเรียนรู้ร่วมกัน  เด็กที่จะเข้ามามากน้อยแต่ละวันไม่เท่ากันมีหมุนเวียนกันไป ส่วนใหญ่ผู้ปกครองที่นี่เป็นแบบแหวกกลาง พ่อแม่ไปทำงานต่างถิ่น เด็กอยู่กับปู่ย่าตายายเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเขาก็ชื่นชมเห็นด้วย รวมถึงให้ความสนับสนุนพอเห็นว่าเรามาทําเกี่ยวกับเด็กเขาก็ เอ้ยดี! อยากให้ช่วยอะไรก็มา ช่วยจริง ๆ บางคนก็ขอลูกมาเรียนด้วยเลยได้มั้ย ซึ่งในอนาคตเราก็ค่อยขยับขยายเพิ่มเติม 

ล่าสุดพลอยได้ไปอบรมกับ ศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล ที่ทาง สสส. จัดเรื่องสร้างกระบวนกรพ่อแม่ คือเป็นการใช้แนวทาง p m p ก็คือ Parest Management Traning ถ้าพูดให้เห็นภาพก็คือเทรนผู้ปกครองในการใช้ใช้วินัยเชิงบวกในการเลี้ยงดูเด็ก หรือว่าปรับพฤติกรรมเด็กประมาณ ซึ่งโครงการพออบรมเสร็จจะมีทุนของสสส ที่ support ในการเปิดห้องเรียนพ่อแม่ต่อเพื่อให้เราได้ไป Traning พ่อแม่ท่านอื่นต่อ ซึ่งตอนนี้พลอยได้ทุนมาเปิดห้องเรียนพ่อแม่ ซึ่งจะเริ่มปลายเดือนกรกฎาคม ที่ไปทำงานร่วมกับทาง อบต. ในพื้นที่ค่ะ ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายคืออยากให้ผู้ปกครองที่เข้ามาร่วมเขาได้มีความรู้และทักษะในการเลี้ยงลูกเชิงบวก  ที่หวังว่าอยากให้ได้มากที่สุดก็คือ mindset หรือทัศนคติในการที่เลี้ยงลูก เช่นพอลูกเริ่มโตลูกมีพฤติกรรมที่พ่อแม่มองว่าไม่โอเคนะ ในฐานะผู้ปกครองเราจะต้องแก้ไขยังไงได้บ้าง อีกประเด็นเล็ก ๆ ที่น่าสนใจคือพ่อแม่บางคนไม่รู้ว่าถ้าพ่อแม่เปลี่ยน mindset เปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง จะทำให้ลูกเปลี่ยนพฤติกรรมไปด้วยเราอยากให้เริ่มที่ตรงนี้ก่อน

IAMKRU. คุณพลอยมองการศึกษาไทยตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง


อันนี้ในมุมที่รู้สึก พลอยยังรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยเปลี่ยนไปเท่าไหร่ คือเรียกว่าภาพที่เห็นโดยทั่วไปแล้วกันนะคะ รู้สึกว่าก็ยังเหมือนเดิมในแง่นี้ คือครูยืนสอนเด็กก็ฟัง Passive Learning ยังเป็นเมนสตรีมอยู่ แต่อีกมุมหนึ่งก็คือการแข่งขันตัดเกรดจัดอันดับยังเป็นธรรมเนียมของการศึกษาไทย รู้สึกว่ามันยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากสมัยที่ตัวเองเรียนเท่าไหร่

IAMKRU. แล้วในฐานะผู้ปกครองอยากให้การศึกษาของไทยเปลี่ยนไปในทิศทางไหนบ้าง

 อันดับแรก รู้สึกว่าอยากให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ความยืดหยุ่นในที่นี้คือด้วยความที่เด็กมีความถนัดต่างกัน ง่าย ๆ คือเอาทฤษฎีพหุปัญญามามองแบบอย่างน้อยเข้าใจว่าเด็กมีความถนัดต่างกัน แบบพลอยเคยผ่านมาการเรียนรู้ที่ตอบสนองกับเด็กที่ถนัดอยู่ไม่กี่ด้านแล้วทําให้เด็กที่ไม่ได้ถนัดวิชาการ แต่มีความสามารถและถนัดด้านอื่น หรือเก่งด้านอื่oไม่เจอช่องทางที่จะได้รับการสนับสนุนตัวเองหรือว่าเสริมสร้างความภูมิใจในตัวเอง ในอีกมุมหนึ่งที่พลอยรู้สึกว่ามันค่อนข้างทําลาย แล้วก็ทําร้ายเด็ก ในมุมเรื่องการแข่งขัน
การตัดสินการให้แข่งขันในสิ่งที่ไม่มีไม่ได้มีคุณค่า หรือสําคัญกับชีวิต  การเรียนในบางอย่างบางทีเราก็มองว่าเป็นภาระของเด็ก แทนที่จะได้ทําในสิ่งที่มีคุณค่าถนัดกับเขาจริง ๆ อาจเพราะบางทีด้วยระบบเป็นระบบกลางแล้วจํานวนคนเยอะ เลยต้องเรียนตามแบบแผนที่เหมือนกันไปทั้งหมด 

บางทีด้วยความที่เรียนหลายอย่างพลอยมองว่าเด็กเครียด เด็กก็เหนื่อยด้วย สุดท้ายไม่เจอว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่ เพราะเรียนไปหมดแล้วไม่มีจุดของระบบการศึกษาที่สะท้อนให้เขาสะท้อนตัวเองชอบอะไรอยากเรียนรู้อะไร

เราจึงเห็นได้บ่อย ๆ เลย ว่าเด็กเรียนจบแล้วมาถามตัวเองอีกทีว่าชอบอะไรกันแน่ เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้ซึ่งตรงนี้พลอยว่า เป็นจุดที่ค่อนข้างสําคัญสําหรับเด็ก อีก 2 ประเด็นก็คือ เรื่องการสร้างสมรรถนะกับทักษะให้เด็กมากกว่าที่จะไปยึดตัวองค์ความรู้อย่างเดียว พลอยชื่อว่างถ้าเด็กบางทีเขาอยากหาอะไร ใช้ AI ใช้ Chat GPT เขาข้อมูลได้ไม่ยาก แต่ว่าสิ่งที่สําคัญคือการที่เขาจะรู้จักตนเอง การที่เขาทํางานร่วมกัน หรือว่าสมรรถนะที่เขาสามารถ เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

แล้วก็เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของ inner education เรื่องการศึกษาจากภายในตัวตนที่แข็งแรง การที่รักตัวเองได้ การที่รู้จักตัวเองเพียงพอรู้จักทั้งจุดดี จุดที่ตัวเองต้องปรับปรุง จุดที่ตัวเองต้องพัฒนา จะเป็นรากฐานที่ทําให้สามารถรักแล้วก็เข้าใจคนอื่นได้ 

สุดท้ายแล้วก็จะทําให้เด็กได้อยู่อย่างมีความอยู่ในความสุขต่อไปได้ เพราะว่ามิติตรงนี้สำคัญ แล้วถ้าการศึกษาไทยช่วยเด็กในมุมนี้ พลอยมองว่าจะเกิดความคุ้มค่า กับการที่เด็กต้องอยู่ในระบบการศึกษาแบบนี้ไปอีก 10 ปี

 45,017 

Writer

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular