ข้อเสนอเชิงนโยบาย มาตรการผลิตครูเพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

Share on

 31,455 

ความท้าทายหลักของระบบการผลิตครูไทยสำหรับพื้นที่ห่างไกลและโรงเรียนขนาดเล็กคือ (ก) ความขาดแคลนเชิงปริมาณที่ยืดเยื้อ (ข) ความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพและบริบท (ค) ความซับซ้อนของบทบาทครู (สอนหลายวิชา-หลายชั้น-ทำงานชุมชน) โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นได้สร้างนวัตกรรมและมาตรการที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ ตั้งแต่การสรรหาเชิงรุก การคัดเลือกที่เข้มเชิงสมรรถนะ การพัฒนาในและนอกหลักสูตร การดูแลแบบองค์รวม ไปจนถึงการผูกพันกับโรงเรียนปลายทางและเครือข่ายศิษย์เก่า บทความนี้จะสรุปข้อเสนอ 9 ประการให้เห็นมาตรการการผลิตครูเพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น 

บทเรียนจากต่างประเทศที่ใช้ประกอบการออกแบบระบบการพัฒนาครู

ประเทศสิงคโปร์  ระบบการผลิตและพัฒนาครูของสิงคโปร์  (Teacher Preparation) มีกระบวนการเริ่มต้นจากสถาบัน National Institute of Education (NIE) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตครูที่ดูแลการฝึกอบรมสำหรับครูในระดับปฐมวัย โดยให้หลักสูตรทั้งวุฒิบัตรและประกาศนียบัตรด้านการศึกษาปฐมวัย (Early childhood education) ตั้งอยู่ใน Nanyang Technological University (NTU) NIE เป็นสถาบันเดียวที่ผลิตครูในสิงคโปร์ และจัดโปรแกรมทั้งในระดับระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรอบรมระหว่างการทำงาน (in-service) รวมถึงหลักสูตรสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา 


ที่มาภาพ : straitstimes.com

สิงคโปร์มองว่าครูคือ “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” (lifelong learner) ที่ต้องได้รับการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องทั้งในด้าน ความรู้ ทักษะ และจิตวิญญาณวิชาชีพ ได้มีการกำหนดและวางรากฐานในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของครูไว้เพื่อเป้าหมายการศึกษาของประเทศในระยะยาว

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมบทความ : รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ประกาศ 5 เสาหลักยกเครื่องระบบการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สดใสในโลกที่ไม่แน่นอน https://www.eef.or.th/news-5-key-areas-to-keep-education-system-relevant-030223/


ประเทศญี่ปุ่น 

ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษาที่เข้มแข็งและมีคุณภาพสูงในระดับโลก ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการพัฒนาหลักสูตรหรือโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว หากแต่มีรากฐานสำคัญมาจาก การพัฒนาครูอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เนื่องจากญี่ปุ่นตระหนักว่า “คุณภาพการศึกษาไม่อาจสูงไปกว่าคุณภาพของครูผู้สอน” ซึ่งแนวทางการพัฒนาครูของญี่ปุ่นมีลักษณะเฉพาะที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการศึกษา  การพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (Professional Development)
ญี่ปุ่นกำหนดให้ครูทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพ (PD) อย่างสม่ำเสมอ และมีระบบ การต่ออายุใบอนุญาตสอนทุก 10 ปี เพื่อรับรองว่าครูยังคงมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่เหมาะสมต่อการสอนในยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา กระบวนการ “Lesson Study”  เป็นนวัตกรรมการพัฒนาครูที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยครูจะร่วมกันวางแผนการสอน ทดลองสอนจริง สังเกตการณ์ และสะท้อนผล เพื่อพัฒนาทักษะการสอนอย่างเป็นระบบ การเรียนรู้ในลักษณะนี้ไม่เพียงเสริมสร้างคุณภาพการสอน แต่ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันในหมู่ครู  การสนับสนุนจากรัฐและชุมชนการศึกษา


กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น (MEXT) ร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาท้องถิ่นและโรงเรียน ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการพัฒนาครู ควบคู่กับการจัดสรรเวลาและทรัพยากรสำหรับกิจกรรม PD เพื่อให้ครูสามารถพัฒนาตนเองได้โดยไม่กระทบต่อภาระการสอนหลัก


ที่มาภาพ : The Japan Times


ด้วยแนวทางดังกล่าว ญี่ปุ่นสามารถสร้างระบบการศึกษาที่ครูมีความเชี่ยวชาญสูงและพร้อมปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่ ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน และทำให้ญี่ปุ่นยังคงรักษาความแข็งแกร่งด้านการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมาโดยตลอด

ประเทศฟินแลนด์
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ผ่านการพัฒนาครู ประเทศฟินแลนด์ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาดีที่สุดในโลก ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการใช้การสอบแข่งขันอย่างเข้มงวดหรือการควบคุมที่เข้มแน่นจากส่วนกลาง แต่เกิดจากการสร้าง “ระบบที่วางครูไว้เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษา”  ฟินแลนด์เชื่อมั่นว่าคุณภาพของผู้เรียนขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้สอน การพัฒนาการศึกษาของประเทศจึงมุ่งเน้นไปที่ การพัฒนาครูอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ระบบการผลิตครูคุณภาพสูง ฟินแลนด์กำหนดมาตรฐานวิชาชีพครูในระดับสูง โดยครูทุกคนต้องสำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาโท ทั้งด้านวิชาเอกและด้านวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยจึงทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางการผลิตครู” ที่เน้นทั้งทฤษฎีและการวิจัยเชิงปฏิบัติ ทำให้ครูฟินแลนด์เป็นทั้งผู้ปฏิบัติการสอน (practitioner) และ นักวิจัยทางการศึกษา (researcher) ในเวลาเดียวกัน  การพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่อง (Professional Development) แม้ครูฟินแลนด์จะผ่านกระบวนการฝึกอบรมที่เข้มข้นตั้งแต่ต้นกระบวนการ  แต่ระบบยังต้องส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องผ่าน การพัฒนาในโรงเรียน (school-based development) และการเข้าร่วมโครงการอบรมที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบบนฐานความสนใจและความต้องการของครู มากกว่าเป็นการบังคับให้เรียนรู้จากส่วนกลาง ความเป็นอิสระและความไว้วางใจ ครูฟินแลนด์ได้รับอิสระสูงในการออกแบบการสอน เลือกวิธีการเรียนรู้ และประเมินผลนักเรียน โดยรัฐให้ “ความไว้วางใจ” แก่วิชาชีพครูอย่างเต็มที่ สิ่งนี้ทำให้ครูมีความเป็นเจ้าของ (ownership) ในการพัฒนาตนเองและการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 


ที่มาภาพ : BBC News ไทย

เมื่อครูเป็น “หัวใจของคุณภาพการศึกษา” ซึ่งสามารถเห็นประโยชน์ของการพัฒนาครูเพื่อเป้าหมายของการพัฒนากำลังคนของประเทศ เราจึงเห็นประเทศที่มีระบบการศึกษาชั้นนำ เช่น ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ต่างให้ความสำคัญกับ “การคัดเลือกและพัฒนาครู” อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการปฏิบัติงานจริง ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงคุณภาพครู โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล การออกแบบ “ระบบปิด” (closed system) สำหรับการผลิตและพัฒนาครู เช่น โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงเป็นแนวทางการพัฒนาครูที่น่าสนใจ ที่เห็นประโยชน์การผลิตครูของฟินแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อเชื่อมโยงและออกแบบการผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ออกแบบกระบวนการผลิตครูให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาครูในพื้นที่ห่างไกลในบริบทของประเทศไทย  โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การ “ปิดช่องว่าง” ด้านการศึกษาไทย ทั้งในเชิงปริมาณของกำลังคนครู และในเชิงคุณภาพของสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการผลิตครูเพื่อเติมเต็มจำนวน แต่เป็นการออกแบบระบบการผลิตครูที่เชื่อมโยงตลอดแนวทางอย่างเป็นระบบ 

จากผลการดำเนินงานโครงการที่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยใช้เวลา 6 เดือนแรกในการคัดเลือกสถาบันผลิตและพัฒนาครูในเครือข่ายความร่วมมือทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ตั้งแต่รุ่นบุกเบิกโครงการ และจนถึงปัจจุบันได้ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้ว 5 รุ่น ในเวลาแลกเปลี่ยนนี้เป็นการสะท้อนและการนำเสนอเชิงนโยบาย และบทเรียนจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงและพัฒนากลไกของสถาบันผลิตครูโดยตรง เนื่องจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐอยู่นอกเหนือขอบเขตของการจัดการในโครงการ โดยการเป็นการสังเคราะห์ 9 องค์ประกอบในการพัฒนาคุณภาพครูสู่โรงเรียนปลายทาง 

ต้นน้ำ >>>> กลางน้ำ >>>> ปลายน้ำ

 การค้นหาและการคัดแรงกลุ่มเป้าหมาย 

  • หลักการ: การทำงานร่วมกับพหุภาคีในเครือข่ายความร่วมมือโดยเฉพาะสถาบันการผลิตครูในพื้นที่  ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ผนึกความร่วมมือกับคณะอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยเพราะครูไม่สามารถสอนผู้เรียนได้ผ่านองค์ความรู้ในด้านเดียว ทำงานร่วมกับ โรงเรียนปลายทาง ชุมชนและองค์กรพื้นที่ เพราะนอกจากความเป็นครูให้ความรู้แล้วครูรัก(ษ์)ถิ่นเมื่อได้ปฏิบัติงานในโรงเรียนปลายทางต้องเป็นครูที่มีหัวใจนักพัฒนาและทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ด้วย 

การทำงานผ่านการสนับสนุนจากผู้บริหารสถาบัน คณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ รวมทั้งคณะอื่น ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานภายใต้ระยะเวลาที่กระชั้นชิด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทีมงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคณะทำงานด้านการค้นหาและคัดกรองที่มีความพร้อมและเพียงพอ สามารถเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล เข้าใจเงื่อนไขของทุน ตลอดจนเข้าใจระบบและเครื่องมือที่ใช้ในการคัดกรองนอกจากนี้ ควรสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสถาบันผลิตครู โรงเรียนต้นทาง โรงเรียนปลายทาง องค์กรทางการศึกษาในพื้นที่ และชุมชน เพื่อให้กระบวนการค้นหาและคัดกรองดำเนินไปอย่างครอบคลุมและรอบด้าน อีกทั้งต้องมีกระบวนการสอบทานข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมแก่ผู้สมัคร อันจะนำไปสู่การได้ผู้รับทุนที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด

กิจกรรมค่ายเตรียมความพร้อมเพื่อคัดเลือกผู้รับทุน รุ่นที่ 5 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก ครูรัก(ษ์)ถิ่น

บทบาทของคณะทำงานของสถาบันผลิตและพัฒนาครูที่สำคัญ

การสื่อสาร: การสร้างความเข้าใจ การสื่อสารให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน จัดทำเอกสารและระบบการประชาสัมพันธ์การรับสมัคร ให้เข้าใจง่าย ชัดเจน และกระจาย ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง ผ่านการทำงานสื่อสารผ่านการช่องทางออฟไลน์ เช่น เสียงตามสาย ป้ายผ้า ออนไลน์ และการสื่อสารช่องทางดิจิทัล โดยมีการปรับรูปแบบภาษาไปตามบริบทท้องถิ่นเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายด้านภาษา


ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ: จัดทำระบบการรับสมัครและระบบการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลผู้สมัคร กำหนดหลักเกณฑ์การค้นหากลุ่มเป้าหมายเพื่อประเมินสมรรถนะเบื้องต้นที่สอดคล้องกับ คุณลักษณะของความเป็นครูในพื้นที่ห่างไกล โดยการประเมินจากทัศนคติของผู้สมัคร พิจารณาความตั้งใจ และเป้าหมายของผู้สมัครครูรัก(ษ์)ถิ่นที่ต้องทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล

การคัดเลือกการคัดกรอง:  สร้างทีมงานค้นหาและคัดกรองที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมเพื่อลงปฏิบัติภารกิจนี้ ซึ่ง เป็นต้นทางของการปรับระบบการผลิตครูในพื้นที่ห่างไกล มีการตรวจสอบและคัดกรองข้อมูลผู้สมัครอย่างถี่ถ้วน มีการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนครอบครัวและสภาพความเป็นอยู่ของผู้สมัคร มีการตรวจสอบคัดกรองผู้สมัครตรงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจริง และความครอบคลุมของการเปิดรับสมัครในเชิงพื้นที่ รวมถึงตัวชี้วัดด้านความหลากหลายทางภาษา/วัฒนธรรม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นผู้สมัครที่ “ใช่จริง” พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สมัครประเมินตนเองด้วยใจที่เปิดกว้าง


การเตรียมความพร้อมก่อนคัดเลือก และการคัดเลือก :  การจัดค่ายเตรียมความพร้อมและการคัดเลือกครู มีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการผลิตและพัฒนาครูเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกในจะเกิดขึ้นในค่ายเตรียมความพร้อมจึงจำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของบริบทของแต่ละภูมิภาค เนื่องจากแต่ละพื้นที่ย่อมมีความต้องการคุณลักษณะของครูที่แตกต่างกันออกไป การออกแบบกิจกรรมในค่ายคำนึงถึงบริบทท้องถิ่นและความเปลี่ยนแปลงของสังคมในแต่ละช่วงเวลา โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ผู้เข้าร่วมต้องได้รับการพัฒนา คือ การเข้าใจตนเอง การเข้าใจวิชาชีพครู และการเข้าใจสถานการณ์รวมถึงบริบทของความเป็นครูในพื้นที่ที่ตนจะปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมค่ายเตรียมความพร้อมก่อนการคัดเลือกและการคัดเลือกครูควรใช้แนวทางแบบสหวิทยากร ซึ่งเป็นการบูรณาการศาสตร์หลากหลายแขนงเข้ามามีส่วนร่วม เนื่องจากคุณลักษณะของครูที่จำเป็นสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความรู้ด้านการสอนเท่านั้น แต่ยังต้องมีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะจากหลายสาขาวิชา เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรอบด้านและมีประสิทธิภาพ การระดมความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญภายในสถาบันและสหวิชาชีพจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้สมัครเกิดมุมมองการเรียนรู้ที่กว้างขึ้นและนำไปสู่การผลิตครูมืออาชีพที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะ สามารถทำงานร่วมกับชุมชนด้วยความอาชีพในสภาพจริงตามบริบทของพื้นที่

การพัฒนาระบบหอหักและระบบการให้คำปรึกษา : พัฒนาให้เป็น “หอพักแห่งการเรียนรู้” ที่บูรณาการศาสตร์หลากหลาย เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้บนฐานของสุขภาวะ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเพณี ความคิด และวิถีชีวิต กิจกรรมที่จัดขึ้นในหอพักจึงควรสะท้อนความหลากหลายในมิติต่าง ๆ และมุ่งพัฒนาให้นักศึกษามีทักษะการจัดการ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เคารพในความแตกต่าง และสามารถอยู่ร่วมกับความหลากหลายได้อย่างสร้างสรรค์

การพัฒนาระบบหอพักและระบบการให้คำปรึกษาสำหรับนักศึกษาทุนถือเป็นกลไกสำคัญที่ส่งเสริมทั้งการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการเป็นครูมืออาชีพในอนาคต หอพักจึงไม่ใช่เพียงสถานที่พักอาศัย แต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างประสบการณ์สำคัญ” ตลอดระยะเวลา 3–4 ปีที่นักศึกษาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน มีกติกาการอยู่ร่วมกันที่เหมาะสม เคารพในความเป็นมนุษย์ มีความปลอดภัย และมีกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม การบริหารจัดการหอพักจึงต้องมุ่งไปที่การสร้างสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ โดยใช้กระบวนการที่กระตุ้นให้นักศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่เพียงการเน้นผลลัพธ์ปลายทางเท่านั้น แต่ยังให้คุณค่ากับการเรียนรู้ในระหว่างกระบวนการด้วย 

ระบบการให้คำปรึกษาก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อาจารย์ที่ปรึกษาควรมีมุมมองและเจตคติที่เหมาะสม โดยใช้ประสบการณ์ ความเป็นผู้ใหญ่ และความเป็น “ผู้ดูแลที่เข้าใจและพร้อมช่วยเหลือ” เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมต่อปัญหาของนักศึกษา อย่างไรก็ตาม บางกรณีอาจเกี่ยวพันกับการตัดสินใจของครอบครัว จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการดูแลที่เชื่อมโยงและรอบด้าน ในภาพรวม ระบบการดูแลนักศึกษาทุนควรออกแบบบนฐานของ Holistic Approach โดยเชื่อมโยงกันระหว่างหลักสูตร กิจกรรมเสริมหลักสูตร และระบบดูแลช่วยเหลือ โดยใช้หอพักเป็นฐานสำคัญในการปลูกฝังทักษะชีวิต เช่น การสร้างสุขลักษณะที่ดี และการบริหารจัดการชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ สถาบันผลิตควรจัดเก็บและส่งต่อข้อมูลด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมของนักศึกษาทุนที่อยู่ในภาวะเปราะบางให้แก่ครูพี่เลี้ยงและโรงเรียนปลายทาง เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและเหมาะสม

นอกจากนี้ ควรมีการประเมินภาวะเปราะบางทางจิตใจของนักศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผ่านกิจกรรมเชิงไม่เป็นทางการ เช่น การเขียนอนุทินหรือการสะท้อนประสบการณ์ เพื่อให้การดูแลมีมิติที่ลึกซึ้งมากขึ้น และสามารถป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที การพัฒนาหลักสูตรการผลิตครูที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่: การผลิตครูในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เนื่องจากแต่ละชุมชนมีบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ครูที่ผลิตออกมาจึงต้องมีคุณลักษณะและสมรรถนะที่ตอบโจทย์เฉพาะของท้องถิ่น

หลักสูตรที่เหมาะสมควรอาศัยข้อมูลและการมีส่วนร่วมจากโรงเรียน ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้สะท้อนปัญหาและความต้องการจริง ไม่เพียงมุ่งเน้นความรู้ด้านการสอน แต่ต้องบูรณาการทักษะชีวิต การพัฒนาชุมชน และการทำงานเชิงบูรณาการกับสหวิชาชีพ อีกทั้งควรจัดให้มีการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงในโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้นักศึกษาครูได้ฝึกแก้ปัญหาที่ซับซ้อนจากสถานการณ์จริง หลักสูตรควรถูกประเมินและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างครูที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ภาพกิจกรรม “บ้านไร่รัก(ษ์)ถิ่น” ที่เปรียบได้เสมือนกับบ้านหลังที่ 2 ของน้องๆ นักศึกษาทุนฯ มรภ.หมู่บ้านจอมบึง

การพัฒนากิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาครู: กิจกรรมเสริมหลักสูตรเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาครูให้ครบถ้วนรอบด้าน หากการออกแบบมีความเป็นระบบ เข้มข้น และต่อเนื่อง ก็สามารถต่อยอดไปสู่การเปิดรายวิชาศึกษาทั่วไปหรือรายวิชาเลือกในหลักสูตรการผลิตครูได้ในอนาคต

การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรในสถาบันผลิตครูจำเป็นต้องวิเคราะห์บริบทของสถาบัน โรงเรียน และชุมชน เพื่อให้กิจกรรมที่ออกแบบมีความเหมาะสมและเชื่อมโยงกับความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง ผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตรทั้งจากสถาบันผลิตครู และเครือข่ายทางการศึกษาจากภายในและภายนอกประเทศ ที่ส่งเสริมสมรรถนะที่จำเป็นกับการทำงานจริงในบริบทพื้นที่ห่างไกล ทั้งในด้านทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และการเป็นนักพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะความเป็นพหุวัฒนธรรมและความหลากหลายทางภาษา กระบวนการดำเนินงานมีการวางแผนอย่างเป็นรอบปี และใช้วงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในการบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาปรับปรุงกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในทุกปีการศึกษา อันจะทำให้กิจกรรมเสริมหลักสูตรไม่เพียงแต่เป็นส่วนเสริม แต่กลายเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาครูที่มีคุณภาพและพร้อมทำงานในบริบทจริง

ภาพกิจกรรม SUMMER CAMP 1 “สานพลังครูรัก(ษ์)ถื่น รุ่น ที่ 1”
ระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 30 พฤษภาคม 2568

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กครูรัก(ษ์)ถิ่น  https://www.facebook.com/Krurakthin.org

การพัฒนาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูและพัฒนาชุมชน: การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตครูคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาทุนที่มีพันธกิจในการทำงานในโรงเรียนปลายทางขนาดเล็กและห่างไกล สถาบันการผลิตครูและเครือข่ายวิชาชีพจึงควรร่วมกันกำหนดรูปแบบการฝึกที่ชัดเจนและเหมาะสม โดยจัดให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่โรงเรียนปลายทางตั้งแต่รายวิชาประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน จนถึงการปฏิบัติการสอนจริง พร้อมทั้งมอบหมายโจทย์การเรียนรู้จากชุมชนและโรงเรียนในแต่ละชั้นปีตลอด 4 ปีการศึกษา เพื่อพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้นและสอดคล้องกับแผนการเรียนรู้ในหลักสูตร

หลักการสำคัญของการออกแบบการฝึกประสบการณ์ครู ควรเพิ่มเติมสมรรถนะเฉพาะที่ตอบสนองต่อบริบทของโรงเรียนปลายทางและชุมชน โดยเน้น 3 ด้านที่แตกต่างจากครูทั่วไป ได้แก่ 1) ครูนักจัดการเรียนรวม 2) ครูนักสอนแบบคละชั้น และ 3) ครูนักพัฒนาชุมชน ทั้งนี้กระบวนการฝึกต้องผสานกับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งโรงเรียน ชุมชน และนักศึกษาเอง

การประเมินผลการฝึกควรยึดหลัก “ประเมินเพื่อพัฒนา” ไม่ใช่เพื่อตัดสิน โดยนักศึกษาจะได้เรียนรู้ข้อเด่นและข้อบกพร่องของตนเอง เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อไป ในภาพรวมการประเมินสมรรถนะยังคงครอบคลุมมาตรฐานวิชาชีพหลัก ได้แก่ 1) การจัดการเรียนรู้ 2) ความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน และ 3) การปฏิบัติหน้าที่และจรรยาบรรณครู แต่ในบริบทของโรงเรียนปลายทางต้องเสริมการประเมินสมรรถนะเพิ่มเติม 3 ด้าน คือ การเป็นครูนักจัดการเรียนรวม ครูผู้สอนคละชั้น และครูนักพัฒนาชุมชน

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก ครูรักษ์ถิ่นมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย https://www.facebook.com/Raktin.elementary.lru


การทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันผลิตครูกับโรงเรียนปลายทาง: การพัฒนาครูให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่จำเป็นต้องปรับมุมมองใหม่ จากการมองโรงเรียนปลายทางเพียงเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สู่การเป็น “คู่ร่วมผลิตและพัฒนาครู” ในทุกขั้นตอน โรงเรียนและชุมชนจึงต้องเข้ามามีบทบาทร่วมกับสถาบันผลิตครูในการพัฒนานักศึกษาครูให้เติบโตเป็นบัณฑิตครูที่ตรงกับความต้องการจริงของโรงเรียน

แนวทางสำคัญคือ การเปลี่ยนโรงเรียนจากผู้ตั้งรับ มาเป็น “เจ้าของร่วม” ของกระบวนการผลิตครู สถาบันผลิตครูควรเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีส่วนร่วมตั้งแต่การคัดเลือก การกำหนดโจทย์การเรียนรู้ในพื้นที่ ไปจนถึงการพัฒนานักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนปลายทางเป็นเสมือน “ห้องเรียนนอกมหาวิทยาลัย” ที่ใช้โจทย์จริงของพื้นที่เป็นฐานในการเรียนรู้และสร้างการประสานงานระหว่างสถาบันต่าง ๆ

นอกจากนี้ การพัฒนาโรงเรียนปลายทางให้มีคุณภาพและศักยภาพในการรองรับครูรุ่นใหม่เป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องลดความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิม และสร้างความสัมพันธ์แนวระนาบที่ยึดหลักการร่วมมือเพื่อเป้าหมายเดียวกัน พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก (Key Person) ในชุมชน เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสถาบัน โรงเรียน และชุมชนให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน การดำเนินงานในลักษณะนี้ไม่เพียงสร้างครูที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของพื้นที่ แต่ยังช่วยยกระดับโรงเรียนและชุมชนให้มีบทบาทเชิงรุกในการพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง

กิจกรรมสานสัมพันธ์ครูรัก(ษ์)ถิ่น
ระหว่างสถาบันมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
และมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
วันที่ 19 – 21 กันยายน 2568

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก ครูรัก(ษ์)ถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
https://www.facebook.com/profile.php?id=100063675966947

การพัฒนาเครือข่ายครู และเครือข่ายสถาบันการผลิตและพัฒนาครู: การสร้างเครือข่ายครูและเครือข่ายสถาบันผลิตครูถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาครูอย่างยั่งยืน เครือข่ายครูรัก(ษ์)ถิ่นควรถูกพัฒนาในระดับจังหวัดและภูมิภาค เพื่อเปิดพื้นที่ให้ครูจากหลากหลายสถาบันซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้เชื่อมโยง ทำงานร่วมกัน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน การพัฒนาเครือข่ายสถาบันผลิตครูควรเกิดขึ้นทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ เพื่อให้สถาบันต่าง ๆ สามารถร่วมมือกันในด้านการผลิตและพัฒนาครู แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมการเรียนการสอน รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงระบบที่ช่วยเสริมพลังการทำงานในระดับพื้นที่ เครือข่ายเช่นนี้จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพครูและโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการผลิตและพัฒนาครูของประเทศโดยรวม

สรุป: การยกระดับคุณภาพบุคลากรครูสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลจำเป็นต้องมองเป็น “ระบบ” ที่องค์ประกอบต่าง ๆ เกาะเกี่ยวกัน ตั้งแต่การสรรหาคนที่ใช่ การหล่อหลอมผ่านค่ายและหอพัก การสนับสนุนทางจิตสังคมและที่ปรึกษา หลักสูตรเฉพาะบริบท กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพ การฝึกประสบการณ์ที่โรงเรียนปลายทาง ความร่วมมือแนวราบกับโรงเรียน และเครือข่ายหลังจบการศึกษา เมื่อจับคู่กับธรรมาภิบาล-ข้อมูล-คุณภาพ และการประเมินเชิงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สถาบันผลิตครูจะสามารถ “ปิดช่องว่าง” คุณภาพครูได้จริงและเกิดความยั่งยืนในกลไกด้านการพัฒนาครู 

ที่มาข้อมูล : 

ข้อเสนอเชิงนโยบาย: มาตรการผลิตครูเพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ําทาง การศึกษาโดย ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อํานวยการสํานักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิศมัย รัตนโรจน์สกุล ผู้จัดการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ. ในงานเวทีเสวนาวิชาการ “จากภาคปฏิบัติการสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย: มาตรการการผลิตและพัฒนาครูเพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา” วันที่ 26 – 28 เดือน สิงหาคม 2568 

 31,456 

Writer

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular