โรงเรียนบ้านดอนธูป ตั้งอยู่บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่องที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมในปี 2567 ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนปลายทางของ “ครูจ๋า จสิตา เชียะคง” ตำแหน่งครูผู้ช่วย นักศึกษาโครงการทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ได้มาประจำการเป็นครูที่โรงเรียนแห่งนี้ได้เกือบหนึ่งปีแล้ว แต่จริง ๆ แล้วตัวครูจ๋าเองได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการสอนตั้งแต่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยบ้างแล้ว จึงมีความคุ้นเคยดีกับครูรุ่นพี่ และที่สำคัญครูจ๋ารู้จักคนในพื้นที่ชุมชนเป็นอย่างดี
ครูจ๋า จสิตา เชียะคง ตั้งแต่ได้มาบรรจุก็ได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาในช่วงเป็นนักศึกษาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นมาพัฒนาห้องเรียนของตนเอง ครูจ๋า ได้เล่าให้ I AM KRU. ถึงหลักการที่มำมาใช้พัฒนาห้องเรียน เป็นหลักการที่ได้จากการไปอบรมแนวทาง 4 + 6 โมเดล เพื่อพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม ที่เป็นแนวคิดของสถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณงามความดีให้เกิดขึ้นในโรงเรียนและขยายผลให้เกิดเครือข่ายโรงเรียนคุณธรรมเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมผ่าน “โครงงานคุณธรรม (Moral Project)” พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ ครู นักเรียน และผู้บริหารโรงเรียน เพื่อให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริง ผลักดันให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทิศทางที่ดีขึ้นผ่านหลักการและกระบวนการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม “4+6 โมเดล” โดยมีผู้นิเทศจากโครงการฯ เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำกับโรงเรียนและลงพื้นที่ติดตามเทอมละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถปฏิบัติตามกระบวนการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมได้จนประสบความสำเร็จ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนไปในทิศทางที่ดี ลดปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อให้นักเรียนเติบโตไปพร้อมกับมีอุปนิสัยที่ดีงาม โดยมีหลักการและกระบวนการที่คุณครูทุกท่านที่กำลังอ่านสามารถนำไปลองปรับใช้ในห้องเรียนของตนเองได้


1. ทำทั้งโรงเรียน
เริ่มตั้งแต่นักเรียน ครู และผู้บริหาร ดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมที่ เป็นการร่วมมือปฏิบัติกันทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครู นักเรียน ผู้บริหาร ร่วมกันพัฒนา
2. ทำแบบ Bottom Up นำความต้องการที่นักเรียนอยากเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเป็นนโยบายของโรงเรียน หัวใจสำคัญคือการเริ่มต้นจากตัวนักเรียนก่อน สิ่งที่นักเรียนอยากพัฒนาหรือแก้ไข ต้องเริ่มต้นจากนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
3. ทำอย่างมีส่วนร่วม ทุกคนทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม “ทุกคนทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม”
4. ทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผลการพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมมีความยั่งยืนและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
6 กระบวนการ
1. สร้างการรับรู้และการยอมรับในโรงเรียน
2. สร้างครูแกนนำและนักเรียนแกนนำ
3. กำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน (คุณธรรมอัตลักษณ์)
4. กำหนดวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
5. ลงมือปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและการเปลี่ยนแปลง
6. สร้างกลไกขับเคลื่อนโรงเรียนคุณธรรม


ครูจ๋าเล่าถึง “โครงการรองเท้าเข้าที่” โครงการคุณธรรมที่เด็กๆ ช่วยกันคิดและพัฒนาที่เกิดจากปัญหาที่เด็ก ๆ มีส่วนร่วม? ระหว่างที่เราเดินพาเด็ก ๆ ไปสำรวจโรงเรียน เราได้เตรียมกระดาษที่มีกรอบรูปให้เด็ก ๆ ใช้เป็นเครื่องมือ ครูจ๋าก็พานักเรียนทั้งโรงเรียนแบ่งกลุ่มไปสำรวจมุมต่าง ๆ ของโรงเรียนที่พวกเขายังไม่พอใจ หรือรู้สึกไม่มีความสุข เด็กส่วนใหญ่เขียนปัญหาเรื่องรองเท้าที่ไม่มีที่วางและหายบ่อย แล้วสะท้อนความรู้สึกว่า “มุมไหนที่ยังไม่พอใจ” หรือ “มุมไหนที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่มีความสุข” ระบุปัญหาจากนักเรียน: ส่วนใหญ่เด็ก ๆ เขียนตรงกันว่าพวกเขาไม่มีมุมวางรองเท้าที่เป็นระเบียบ และรองเท้าของพวกเขามักหายบ่อย เด็ก ๆ จึงรู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเมื่อเรานำเรื่องนี้ไปพูดคุยในวันประชุมผู้ปกครอง ผู้ปกครองหลายคนก็สะท้อนตรงกันว่า ในหนึ่งเทอมต้องซื้อรองเท้าให้ลูกใหม่ถึงสองสามครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับครอบครัว
โรงเรียนมีปัญหาหลักคือรองเท้าหายบ่อย เนื่องจากเด็ก ๆ ไม่มีชั้นวางรองเท้าเป็นหลักแหล่ง


ผู้ปกครองร่วมรับรู้ปัญหา: ปัญหารองเท้าหายส่งผลให้ผู้ปกครองต้องซื้อรองเท้าใหม่หลายครั้ง เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นหลักที่ทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครองเห็นร่วมกันว่า ควรหาทางแก้ไข เด็ก ๆ เองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงงานนี้ โดยชวนครูและผู้บริหารให้ช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหา เราจึงนำประเด็นนี้มาพูดในวันประชุมผู้ปกครองอย่างจริงจัง และออกแบบ “คุณธรรม 4+6 โมเดล” โดยเริ่มต้นจากเรื่องรองเท้าที่เด็ก ๆ สามารถมีส่วนร่วมได้

นักเรียนริเริ่มโครงงาน: เด็ก ๆ เป็นผู้ริเริ่มและต้องการทำโครงงานนี้ขึ้นมา เด็ก ๆ เสนอว่าอยากมี “สัญลักษณ์ส่วนตัว” สำหรับวางรองเท้า เพื่อให้รองเท้าไม่หายและเป็นระเบียบมากขึ้น เช่น เด็กบางคนเลือกสัญลักษณ์รูปวัว แล้วครูประจำชั้นแต่ละห้องก็ช่วยกันดูแลและสร้างสัญลักษณ์เหล่านี้ขึ้นจริง ทำให้ปัญหาการวางรองเท้าได้รับการแก้ไข พร้อมทั้งสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็ก ๆ เพราะพวกเขาเป็นคนคิดและผลักดันจนเกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างกฎระเบียบที่ออกแบบร่วมกัน เด็ก ๆ ช่วยกันคิดสโลแกน เช่น “ขึ้นลงชิดขวา อย่าแซงแถว” ติดตามพฤติกรรม สภานักเรียนซึ่งเป็นแกนนำหลักจะสังเกตการณ์วางรองเท้าและ check list พฤติกรรมการวางรองเท้าของนักเรียน
โครงการนี้ได้รับรางวัลโรงเรียนคุณธรรมต้นแบบและยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ครูต้นแบบการบูรณาการชั้นเรียนคุณธรรม (4+6 โมเดล)
ระดับปฐมวัย ในงานInspiring Moral Symposium
“จากแรงบันดาลใจ สู่การเปลี่ยนแปลง”
โครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ครูรุ่นใหม่หัวใจรัก(ษ์)ถิ่น
สนับสนุนโดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
ครูจ๋ามีวิธีการจัดการและพัฒนาคุณธรรมในเด็กอนุบาลอย่างไร โดยเฉพาะกับเด็กอายุ 3 ขวบ มีวิธีการจัดการและพัฒนาคุณธรรมในเด็กอนุบาล โดยเฉพาะกับเด็กอายุ 3 ขวบ ที่น่าสนใจโดยใช้สิ่งของที่มีอยู่ในชุมชนและดึงผู้ปกครองให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณธรรมลูก ๆ หลาน ๆ ร่วมกับครู
- ระบุปัญหาและบริบท: สังเกตว่าเด็กอนุบาล 1 (อายุ 3 ขวบ) เป็นวัยที่ยากต่อการปลูกฝัง และผู้ปกครองส่วนใหญ่มีอาชีพที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำให้เด็กอยู่กับโซเชียลและขาดทักษะทางสังคม ไม่สามารถเล่นกับเพื่อนได้ ปัญหาที่ตามมาคือการแย่งสิ่งของ และอาจเกิดการทำร้ายร่างกายกัน
- เป้าหมายการพัฒนา: เน้นการพัฒนาทักษะทางสังคมและจิตใจ โดยเฉพาะความสามารถในการเล่นกับเพื่อนและการปรับตัว คุณธรรมหลักที่ต้องการปลูกฝังคือ ความสามัคคี แนวทางและกิจกรรม (“เล่นสนุก ปลุกคุณธรรม นำสู่ชั้นเรียน”)
ในกระบวนการพัฒนาเด็ก ครูจ๋าได้นำนวัตกรรมที่ชื่อว่า Loose Parts Play มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ในระดับชั้นอนุบาล 1–3 โดยบูรณาการเข้ากับการใช้ 4 บวก 6 โมเดล เพื่อพัฒนาคุณธรรมอย่างเป็นระบบ หลักการเริ่มต้นง่าย ๆ ของเราคือ การสังเกตพฤติกรรมเด็ก ก่อน แล้วจึงพูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจปัญหาหรือพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนา
ตัวอย่างเช่น เราพบว่าเด็กบางคนเล่นกับเพื่อนไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาแย่งสิ่งของหรือทะเลาะกัน จึงตั้งเป้าหมายพัฒนาคุณธรรมด้าน “ความสามัคคี” โดยเริ่มจากการออกแบบห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้สื่อ Loose Parts ที่รวบรวมมาจากวัสดุท้องถิ่น เช่น ยางพารา ลูกสน เปลือกมะพร้าว ดอกมะพร้าว ซึ่งผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการค้นหาและนำมามอบให้โรงเรียน เพื่อใช้เป็นสื่อในการพัฒนาลูก ๆ ของตนเอง

กระบวนการเรียนรู้เริ่มจากการให้เด็ก ๆ ร่วมสร้างจินตนาการ โดยคุณครูจะถามคำถามกระตุ้น เช่น “วันนี้อยากสร้างอะไรจากสื่อเหล่านี้บ้าง” เด็ก ๆ จะได้ออกไอเดียตามความสนใจของตนเอง จากนั้นเข้าสู่ขั้นที่สอง คือ การลงมือทำ เด็ก ๆ จะได้สร้างชิ้นงานอย่างอิสระจากสื่อที่มี ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะสมอง EF ทั้ง 9 ด้านไปพร้อมกัน
เมื่อสร้างผลงานเสร็จ เราไม่ได้วัดผลจากผลงานที่ออกมาสวยงามหรือไม่ แต่ประเมินจาก กระบวนการร่วมมือกัน เด็ก ๆ จะได้ออกมานำเสนอผลงานและสะท้อนความคิด เช่น ตอบคำถามว่า “วันนี้หนูได้แบ่งปันกับเพื่อนอย่างไร” หรือ “หนูได้ช่วยเพื่อนอย่างไรบ้าง” เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับคุณธรรมที่เราต้องการปลูกฝัง เช่น ความสามัคคี ความมีวินัย และความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ เรายังสอดแทรกคุณธรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ชื่นชมเมื่อเด็กสามารถวางกระเป๋าหรือรองเท้าเป็นระเบียบ โดยบอกให้เด็กรู้ว่าสิ่งที่เขาทำคือการแสดงออกถึงความมีวินัยและความรับผิดชอบ แม้เด็กอาจยังไม่เข้าใจนิยามของคุณธรรมอย่างลึกซึ้ง แต่การสื่อสารแบบนี้ทำให้พวกเขาค่อย ๆ ซึมซับพฤติกรรมเชิงบวก
จากกระบวนการทั้งหมดนี้ เรานำไปนำเสนอในโครงการคุณธรรมของโรงเรียน และได้รับโล่รางวัลเป็นการยอมรับว่าแนวทางดังกล่าวประสบความสำเร็จ ปัจจุบันในเทอมที่ 2 เราได้วางแผนขยายผล ใช้ 4 บวก 6 โมเดล ร่วมกับนวัตกรรม Loose Parts ในทั้งโรงเรียนและทุกห้องเรียน เพื่อให้เด็กทุกคนได้พัฒนาคุณธรรมไปพร้อมกับทักษะการเรียนรู้เชิงรุกอย่างเป็นระบบ

การประเมินและปลูกฝัง: ไม่ได้วัดที่ผลงานของเด็ก แต่วัดที่เด็กได้ทำงานร่วมกับเพื่อน ปลูกฝังคุณธรรมผ่านพฤติกรรมเชิงบวกในชีวิตประจำวัน เช่น การสวัสดีครู การวางกระเป๋า/รองเท้าเป็นที่ และชมว่ามีคุณธรรมด้านความรับผิดชอบและมีวินัย อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าการกระทำนั้น ๆ คือคุณธรรมอะไร
ในปีที่ผ่านมา เราได้ทดลองนำนวัตกรรมและ 4+6 โมเดลมาพัฒนานักเรียนทั้งโรงเรียน รวมถึงการทำงานร่วมกับผู้บริหารแล้ว ในเทอมนี้ เราต้องการขยับไปอีกขั้น คือการสร้างรูปแบบความร่วมมือกับชุมชน โดยอยากให้เกิด “อัตลักษณ์ของชุมชน” ที่ชัดเจน ผ่านผลิตภัณฑ์หรือสัญลักษณ์ที่เมื่อใครเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นผลงานที่มาจากโรงเรียนและชุมชนของเรา หลักจากที่ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในเทอมที่ 1 และต่อเนื่อง ในเทอมที่ 2 ครูจ๋าได้วางแผนแนวทางการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจนเพื่อนำเสนอผู้บริหาร ซึ่ง แม้ยังไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด แต่เป้าหมายของที่ครูจ๋าและคณะครูตั้งเป้าไว้ คือการก้าวสู่การเป็น ต้นแบบโรงเรียนคุณธรรมที่ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง
และสิ่งที่ครูจ๋าอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความร่วมมือที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ งานฝีมือ หรือสื่อการเรียนรู้ เมื่อชุมชนหรือคนภายนอกเห็นก็จะรู้ว่า “นี่คือของจากชุมชนเรา” และเป็นผลงานที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก The Potential
และสามารถติดตามอ่านสัมภาษณ์ครูจ๋า เพิ่มเติมได้ที่ The Potential
https://thepotential.org/creative-learning/teacher-ja/
21,692
Writer

- Admin I AM KRU.
