เปลี่ยนการสอนเป็นการโค้ช ที่ให้ครู-นักเรียนร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน – AFAST SMART School พลิกโฉมห้องเรียนอนาคต

Share on

 30,528 

ในโลกการเรียนรู้ที่ทุกวันคือการเปลี่ยนแปลง ครูผู้สอนในยุคใหม่นั้นต่างเผชิญความท้าทายในการปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวคิดและวิธีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หนึ่งในแนวทางที่โดดเด่นคือ “โรงเรียนจิตศึกษา” พื้นที่การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนา “คนทั้งคน” ทั้งด้านความรู้ จิตใจ และคุณค่าภายใน 

บทความสัมภาษณ์นี้เป็นเรื่องราวของผู้เข้าร่วมกิจกรรม AFAST SMART School โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทั้งสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ และสำนักพัฒนาการเรียนรู้เชิงพื้นที่ บูรณาการความร่วมมือกับ SCB Academy และสำนักเคเอ็กซ์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี  “ครูกิตติวรรณ เพียเพ็ง (ครูนุ่น)” ครูผู้ช่วย วิชาภาษาอังกฤษ ครู Gen ใหม่จากโรงเรียนบ้านหนองตานา จังหวัดเลย คือภาพสะท้อนของการเดินทางบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้และการเติบโตภายใต้ระบบนี้

จากครูที่เคยคุ้นกับการสอนแบบดั้งเดิม สู่การปรับตัวในโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ ครูนุ่นต้องเผชิญทั้ง “ความไม่คุ้นเคย” และ “ความท้าทาย” ในการออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์เด็กยุคใหม่ในบริบทของจิตศึกษา พร้อมทั้งเรียนรู้แนวทางจาก “ครูรัตนาพร ทาเชาว์  (ครูรัตน์) ครูชำนาญการพิเศษ” ครูรุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์ ซึ่งได้กลายเป็นแรงบันดาลใจและที่ปรึกษาคนสำคัญในการปรับมุมมองต่อบทบาทของครูจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปสู่ “ครูโค้ช” ที่ร่วมเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับผู้เรียน

เรื่องราวของทั้งสองครูไม่ได้เป็นเพียงบันทึกของการสอนในบริบทเฉพาะของโรงเรียนบ้านหนองตานาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีความหมาย ทั้งระหว่างครูและศิษย์ เพื่อนครูกับเพื่อนครู และโรงเรียนกับชุมชน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับวิธีสอน แต่คือ “การเปลี่ยนแปลงจากภายใน” ที่ทำให้การศึกษาไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ขยายไปสู่การเติบโตของผู้คนในโรงเรียนแห่งนี้

ความท้าทายและแนวคิดของครูกิตติวรรณ เพียเพ็ง (ครูนุ่น) ณ โรงเรียนบ้านหนองตานา จ.เลย ต่อการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในบริบทของโรงเรียนจิตศึกษา

การจัดการเรียนการสอนในบริบทใหม่ที่แตกต่างจากเดิม เป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสในการเติบโตสำหรับ “ครูนุ่น” โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ของโรงเรียนแนวจิตศึกษา ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับชีวิตจริง

วิธีการปรับตัวกับระบบใหม่ของโรงเรียนที่ครูนุ่นได้ย้ายเข้าไปบรรจุใหม่

ได้เข้าบรรจุที่โรงเรียนบ้านหนองตานานี้ได้เพียงเวลาไม่นาน ครูนุ่นได้สะท้อนว่าในช่วงเริ่มต้นรู้สึก “ตกใจ” กับระบบของโรงเรียนที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน “เป็นแนวทางการสอนของโรงเรียนจิตศึกษามีลักษณะเฉพาะ ทั้งในด้านบรรยากาศการเรียนรู้ การจัดกิจกรรม และบทบาทของครูที่ไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับนักเรียน ทำให้เราต้องเรียนรู้ใหม่และปรับกระบวนการสอนภาษาอังกฤษให้เข้ากับแนวคิดของโรงเรียน ซึ่งใช้เวลาพอสมควร”

เป็นความท้าทายของครูยุคใหม่ “นักเรียนในห้องเรียนของครูนุ่นส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Alpha ซึ่งมีลักษณะเฉพาะหลากหลาย ทั้งในด้านความสนใจ ความสามารถ และพฤติกรรม เราพบว่าเด็กนักเรียนแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มตามระดับความสามารถทางภาษา บางคนมีศักยภาพสูง บางคนยังไม่เข้าใจพื้นฐาน และบางคนมีปัญหาด้านสมาธิ และการติดโทรศัพท์มือถือ ติดเกม สิ่งเหล่านี้ทำให้การสอนภาษาอังกฤษต้องมีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม” 

ทำให้การออกแบบการเรียนรู้ที่ต้องกระตุ้นเด็กและมีวิธีการสอนที่หลากหลาย ครูนุ่นเล่าว่า “เด็กในห้องเรียนค่อนข้าง “นิ่ง” ไม่กล้าแสดงออก ทำให้ครูต้องออกแบบการเรียนรู้ที่กระตือรือร้นมากขึ้น ใช้กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกและกระตุ้นให้เด็กมีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่น การสอดแทรกเกม บทบาทสมมติ หรือกิจกรรมที่เน้นการสื่อสารจริง เพื่อให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นสิ่งที่เด็กอยากใช้ ไม่ใช่แค่เรียนรู้เพื่อทำแบบฝึกหัดหรือจำแค่ไปสอบได้เท่านั้น” 

ความเข้าใจในแนวทางสอนแบบบูรณาการช่วยให้การเรียนการสอนเชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก อีกประเด็นหนึ่งที่ครูนุ่นยอมรับว่ายังเป็นจุดที่ตัวคุณครูเองยังต้องพัฒนา คือการเข้าใจและประยุกต์แนวสอนแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นการรวมหลายกลุ่มสาระเข้าไว้ด้วยกัน “เรามองว่านี่เป็นสิ่งใหม่และท้าทาย เพราะต้องคิดอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงความรู้จากหลากหลายวิชาให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ของนักเรียน” ครูนุ่นกล่าว

ปัญหาการสอนและการมองไปที่เป้าหมายข้างหน้า

สิ่งที่ครูนุ่นพบเป็นปัญหาหลัก คือ “นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนแล้วไม่ได้นำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันค่ะ มันส่งผลให้ลืมความรู้และไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจ เลยมองว่าความท้าทายสำคัญของเรา คือการสร้าง “พื้นที่การใช้ภาษา” ให้กับนักเรียน ทั้งในโรงเรียนและนอกห้องเรียน เพื่อให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่ต้องท่องจำ เด็กก็จำจดจำและนำไปใช้งานได้ในชีวิตจริง”


นอกจากนี้ทาง I AM KRU. เรายังได้รับเกียรติจากคุณครูรุ่นพี่ร่วมรั้วโรงเรียนมาให้สัมภาษณ์อีกท่านคือ ครูรัตนาพร  ทาเชาว์ (ครูรัตน์) โดยแนวทางการสอนจากครูรัตน์นั้นคือ “การเรียนรู้ผ่านการสังเกตและเข้าใจระบบการสอนแบบบูรณาการของโรงเรียนจิตศึกษา” 

ครูรัตน์ ในฐานะครูรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ในโรงเรียนแนวจิตศึกษา ได้แบ่งปันแนวทางสำคัญให้กับครูนุ่นและครูรุ่นใหม่ที่เข้ามาสอนที่โรงเรียนบ้านหนองตานา เพื่อช่วยให้คุณครูได้เข้าใจบริบทของโรงเรียนและปรับตัวเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงเป็นข้อแนะนำเชิงเทคนิคการสอน แต่ยังเป็นแนวคิดในการมองการศึกษาในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

เรื่องการสังเกตวิถีชีวิตและกิจกรรมของโรงเรียน

ครูรัตน์ได้เล่าให้ฟังถึงกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนว่า “การเข้าใจโรงเรียนแนวจิตศึกษานั้นเริ่มต้นจาก “การสังเกต” วิถีชีวิตของผู้คนในโรงเรียน ทั้งครู นักเรียน และบรรยากาศโดยรอบ โดยเฉพาะ “กิจกรรมจิตศึกษาภาคเช้า” ซึ่งเป็นหัวใจของโรงเรียน กิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงการฝึกสมาธิ แต่เป็นการพัฒนา “ภายใน” ของผู้เรียนและครูให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ตลอดวัน การได้อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ช่วยให้ครูเห็นจิตวิญญาณของโรงเรียนและเข้าใจว่าการเรียนรู้ในที่นี่ไม่ได้มุ่งเพียงความรู้ แต่เน้นการเติบโตทางจิตใจและคุณค่าในชีวิต”  ซึ่งวิธีการเรียนการสอนเป็นระบบบูรณาการในทุกระดับ “โรงเรียนใช้การจัดการเรียนรู้แบบ “บูรณาการ” (Integrated Learning) มาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ระดับประถมศึกษา แนวทางนี้เน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่าน “กิจกรรมปฏิบัติ” มากกว่าการท่องจำ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจความรู้ในเชิงลึกและเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริงได้ การสอนแต่ละหน่วยจึงมักเชื่อมโยงหลายกลุ่มสาระเข้าด้วยกัน เช่น ภาษา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา ทำให้เด็กเห็นภาพรวมของการเรียนรู้ และเข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้ต่าง ๆ อย่างมีความหมาย

การเรียนรู้ตามความสามารถและความสนใจ

สำหรับระดับมัธยมศึกษา (ม.1–ม.3) โรงเรียนใช้แนวทางการเรียนรู้แบบ “CBL” หรือ Competency & Interest-Based Learning ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจของตนเอง แนวทางนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเส้นทางการเรียนรู้บางส่วน และได้พัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต โดยครูมีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กค้นพบตนเอง ไม่ใช่เป็นผู้บอกหรือชี้นำเส้นทางทั้งหมด

บทบาทของการเป็นครูที่โรงเรียน : จากครูผู้สอนสู่ครูโค้ช ครูรัตน์ได้อธิบายให้เราได้เห็นภาพว่า ในระบบนี้ “ครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้” แต่เป็น “โค้ช (coach)” หรือ “ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (facilitator)” ครูต้องใช้ คำถามเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นความคิดของนักเรียน ชวนให้เด็กคิด วิเคราะห์ และตั้งคำถามกลับ ครูเองก็เป็น “ผู้เรียนรู้” ที่เติบโตไปพร้อมกับนักเรียนผ่านกระบวนการ แลกเปลี่ยนและการสะท้อนคิดอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาพื้นฐานสำคัญ: การอ่านออกเขียนได้เป็นอีกหนึ่งจุดเน้นของโรงเรียนคือ การพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ในระดับประถมต้น เพราะโรงเรียนเชื่อว่านี่คือรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ทั้งหมด เมื่อเด็กมีพื้นฐานการอ่านและการเขียนที่มั่นคง ก็สามารถเรียนรู้ในระดับสูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมการอ่าน การเล่าเรื่อง และการสื่อสารตั้งแต่ระดับต้น

โรงเรียนในฐานะแกนนำของหลักสูตรใหม่ ครูรัตน์ยังกล่าวว่า โรงเรียนวัดหนองตานา โรงเรียนจิตศึกษาแห่งนี้ถือเป็น “แกนนำ” ในการใช้และพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 การทำงานของครูแต่ละคนจึงไม่ได้เป็นเพียงการสอนในห้องเรียน แต่ยังเป็นการร่วมพัฒนาหลักสูตรและสร้างต้นแบบของการเรียนรู้ที่สามารถขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นได้ในอนาคต



บทบาทของผู้บริหารและวัฒนธรรมการทำงานในโรงเรียนจิตศึกษา: พลังของการสนับสนุนและการทำงานร่วมกัน เบื้องหลังการพัฒนาโรงเรียนจิตศึกษาที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ ไม่ได้เกิดจากเพียงการทำงานของครูในห้องเรียนเท่านั้น หากแต่มี “ผู้บริหาร” ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางความคิด ผู้สร้างวัฒนธรรมแห่งความร่วมมือ และผู้จุดประกายให้ทุกคนในโรงเรียนเติบโตไปด้วยกัน

นายอดิศร ทาเชาว์
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองตานา

ผู้อำนวยการโรงเรียนกับบทบาทของ “หัวหน้าโค้ช” ผู้สนับสนุน นายอดิศร ทาเชาว์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองตานา นั้นมีบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนแนวคิดและการปฏิบัติในโรงเรียนจิตศึกษา จุดเด่นของการบริหารคือ “ไม่ปฏิเสธความคิดของครู” แต่เลือกที่จะ “เติมเต็ม” แทนการ “ควบคุม” ผอ. ต้องทำหน้าที่เสมือนหัวหน้า โค้ช ที่คอยตั้งคำถาม แนะนำแนวทาง และเปิดพื้นที่ให้ครูได้คิด ได้ลอง และได้เติบโต

ครูที่นี่หลายคนสะท้อนว่า การทำงานกับ ผอ.ทำให้รู้สึกเป็นอิสระและมีคุณค่า เพราะ ผอ.ให้ความไว้วางใจในศักยภาพของครู เปิดโอกาสให้เสนอแนวคิดใหม่ ๆ ทั้งในรูปแบบของกิจกรรม โครงการ หรือแม้แต่การทดลองแนวทางการสอนใหม่ เช่น “แผนการสอนหน้าเดียว” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการวางแผนที่กระชับแต่มีเป้าหมายชัดเจน ผอ.ไม่ได้เป็นผู้สั่งการ แต่เป็นผู้หนุนเสริม ช่วยสะท้อนมุมมองและให้คำปรึกษาอย่างเข้าใจ ทำให้บรรยากาศในโรงเรียนเต็มไปด้วยความกล้าในการสร้างสรรค์

การทำงานเป็นทีม: พลังแห่งความร่วมมือเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่โดดเด่นของโรงเรียนคือ “การทำงานเป็นทีม” ที่มีการจัดระบบการทำงานอย่างชัดเจนและยืดหยุ่น โรงเรียนแบ่งโครงสร้างการทำงานตามระดับชั้น โดยแต่ละระดับมี “ครูแกนนำ” ทำหน้าที่ประสานงาน วางแผน และเป็นตัวแทนเชื่อมโยงระหว่างทีมครูกับฝ่ายบริหาร ซึ่งในการประชุมในแต่ละระดับไม่ได้เป็นเพียงการรายงานงานหรือมอบหมายหน้าที่ แต่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู เพื่อสะท้อนผลการสอนในภาคเรียนที่ผ่านมา ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแผนการสอนใหม่สำหรับภาคเรียนถัดไป ทุกเสียงของคนในโรงเรียนมีคุณค่า และทุกแนวคิดสามารถต่อยอดได้ในบรรยากาศที่ไว้วางใจ

การทำงานเป็นทีม

พลังแห่งความร่วมมือ

วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน โรงเรียนจิตศึกษามีวัฒนธรรมการทำงานที่เน้น “การเติบโตไปพร้อมกัน” ครูแต่ละคนไม่ใช่เพียงผู้สอน แต่เป็น “ผู้เรียนรู้ร่วมกัน” กับเพื่อนครูและผู้บริหาร การประชุมจึงไม่ใช่แค่การสรุปงาน แต่เป็นกระบวนการ Co-Learning ที่เปิดพื้นที่ให้ครูสะท้อนความคิดและเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน วัฒนธรรมนี้ทำให้โรงเรียนกลายเป็น “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ ทั้งในความสำเร็จและความท้าทายของการจัดการศึกษา

คุณครูทั้งสองท่านยังได้เล่าถึงกิจกรรมอบรมตลอดสองวันได้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่มีคุณค่า ทั้งในแง่ของการพัฒนาทักษะ ความคิด และพลังใจของครูผู้เข้าร่วม ไม่เพียงเป็นเวทีให้ครูได้เรียนรู้แนวทางใหม่ ๆ ในการจัดการเรียนการสอน แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการ “แลกเปลี่ยนและเติมพลัง” ให้กันและกัน ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบอย่างสร้างสรรค์และเอื้อต่อการเติบโตของทั้งครูและผู้เรียน

เล่าความประทับใจจากกิจกรรมอบรม AFAST SMART School ที่ได้เรียนรู้ 2 วัน ว่าเป็นอย่างไรบ้าง: การเรียนรู้ร่วมกันของครูและการต่อยอดสู่ห้องเรียน

นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว ครูรัตน์สะท้อนความประทับใจต่อกิจกรรมอบรมว่า สิ่งที่โดดเด่นคือ “กิจกรรมที่กระตุ้นให้คิด” และ “กิจกรรมการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน” ซึ่งช่วยให้ครูมองเห็นศักยภาพในตนเองและเพื่อนร่วมวิชาชีพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากกิจกรรมเหล่านี้ ครูรัตน์ได้ตระหนักว่า “การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือยากเกินไปสำหรับครูระดับประถม” หากครูสามารถมองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวและรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งแนวคิดนี้สะท้อนความเข้าใจใหม่ของครูว่า นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งล้ำสมัยหรือใช้เทคโนโลยีซับซ้อน แต่คือการปรับวิธีคิดและออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนและบริบทของโรงเรียนอย่างสร้างสรรค์

แรงบันดาลใจจากครูนุ่น: การแลกเปลี่ยนที่มีคุณค่าและการต่อยอดสู่ห้องเรียน สำหรับครูนุ่น กิจกรรมอบรมครั้งนี้ได้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ใหม่ ๆ ผ่านการแลกเปลี่ยนกับ “ครูรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์” ซึ่งช่วยให้เห็นแนวทางการสอนและการจัดการชั้นเรียนในมุมที่หลากหลายมากขึ้น ครูนุ่นรู้สึกว่าการพูดคุยและแลกเปลี่ยนแนวคิดกับเพื่อนครูเป็นสิ่งที่เติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้กลับไปพัฒนาแนวทางของตนเอง

หนึ่งในกิจกรรมที่ครูนุ่นชื่นชอบเป็นพิเศษคือ “กิจกรรมช้อปปิ้ง” ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนโทเค็นหรือคะแนนในรูปแบบเกมการเรียนรู้ที่สนุกและสร้างแรงจูงใจ กิจกรรมนี้ทำให้ครูนุ่นเกิดไอเดียว่าจะนำไปปรับใช้กับนักเรียนในห้องเรียน เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีส่วนร่วมและกระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียนรู้มากขึ้น

การเรียนรู้ที่เติบโตจากภายใน ทั้งครูรัตน์และครูนุ่นต่างเห็นตรงกันว่า กิจกรรมอบรมครั้งนี้ไม่เพียงให้ “ความรู้” แต่ยังให้ “พลังใจ” และ “แรงบันดาลใจ” ที่จะกลับไปปรับใช้กับบริบทการสอนของตนเอง สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสองวันของการอบรมคือการเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริงระหว่างเพื่อนครู ที่ช่วยกันสะท้อนคิด แบ่งปันประสบการณ์ และร่วมกันมองหาวิธีพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

การเดินทางของ “ครูนุ่น” และ “ครูรัตน์” แห่งโรงเรียนบ้านหนองตานา จังหวัดเลย คือภาพสะท้อนของ “การเรียนรู้ที่มีชีวิต” การเรียนรู้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในห้องเรียน แต่เกิดจากการเปิดใจ แลกเปลี่ยน และเติบโตไปด้วยกันในชุมชนแห่งการศึกษาแนวจิตศึกษา ทั้งสองครูได้แสดงให้เห็นว่า “การเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นโอกาสในการค้นพบศักยภาพใหม่ของตนเองและของผู้เรียน

จากความไม่คุ้นเคยในวันแรก สู่ความเข้าใจและศรัทธาในแนวทางของโรงเรียน ครูนุ่นได้เรียนรู้ว่าการสอนภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตำรา หากแต่สามารถสร้าง “พื้นที่การใช้ภาษา” ที่มีชีวิตและมีความหมายให้เกิดขึ้นในทุกมุมของโรงเรียน ขณะเดียวกัน ครูรัตน์ได้ถ่ายทอดบทเรียนสำคัญว่า “หัวใจของครูแนวจิตศึกษา” อยู่ที่การฟัง การตั้งคำถาม และการเคารพในศักยภาพของผู้เรียน

บทเรียนจากทั้งสองครูยืนยันว่า “นวัตกรรมการเรียนรู้” ไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนมุมมองของครู  จากผู้สอนเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ จากผู้ควบคุมเป็นผู้สนับสนุน และจากการสอนด้วยเนื้อหา สู่การสอนด้วยหัวใจ เมื่อครูเติบโตจากภายใน ห้องเรียนก็จะเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความสุข ความหมาย และแรงบันดาลใจสำหรับเด็ก ๆ ทุกคน

 30,529 

Writer

1 1 vote
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular