7 ข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวทีระดมความคิดเห็น “ลดภาระ คือครูสู่ห้องเรียน”

Share on

 27,115 

ข้อเสนอที่ 1
รับฟังเสียงสะท้อนจากหน่วยกลางที่ทำงานร่วมกับครูหน้างาน

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

แม้ว่าคุณครูทั่วประเทศจะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ แต่กลับพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนยังไม่พัฒนาขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ซ่อนอยู่ในระบบการศึกษาคือ “ภาระงานนอกห้องเรียน” ที่ถ่วงรั้งเวลาและพลังของครูออกจากบทบาทหลักในการดูแลนักเรียน

ข้อมูลจากการวิจัยของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) หรือ กสศ. เดิม สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาของไทยต้องเผชิญกับความไม่ต่อเนื่องเชิงนโยบาย มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหมุนเวียนเข้ารับตำแหน่งถึง 7 คน ในขณะเดียวกัน ภาระของครูยังคงหนักหน่วงไม่เปลี่ยนแปลง

ในปี 2557 พบว่า ครูต้องใช้เวลามากถึง 84 วัน จากจำนวนวันเรียนทั้งหมด 200 วัน หรือคิดเป็น 42% ไปกับกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น การประเมิน การแข่งขันวิชาการ และการอบรมต่าง ๆ เมื่อสำรวจอีกครั้งในปี 2558 ตัวเลขลดลงเหลือ 65 วัน หรือ 32.5% แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่สูงเกินกว่าจะมองข้ามได้

กิจกรรมเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงงานจิปาถะ เช่น การซ้อมหนีไฟ การควบคุมยุงลาย มาลาเรีย ไปจนถึงการจัดการเลือกตั้งในโรงเรียน กิจกรรมที่แม้จะมีเจตนาดีแต่กลับดึงครูออกจากบทบาทหลักอย่างน่าเป็นห่วง

ขณะที่โรงเรียนโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและขนาดเล็กยังมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร เวลา และบุคลากร โครงการจากส่วนกลางกลับยังขาดกลไกการรับฟังจากผู้ปฏิบัติจริงอย่างครูและโรงเรียนอย่างแท้จริง หลายโครงการใช้งบประมาณสูง ใช้แรงงานคนมาก แต่ไม่อาจตอบโจทย์หรือดำเนินการได้จริงในบริบทของโรงเรียน

📍 ถึงเวลาแล้วที่การออกแบบนโยบายต้องเปลี่ยนจากการ “คิดแทน” เป็น “ฟังจริง” เสียงของครูต้องได้รับการรับฟังในฐานะผู้ปฏิบัติงานที่อยู่แถวหน้าของระบบการศึกษา หากกิจกรรมใดกินเวลา ใช้ทรัพยากรมาก และส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็ก ก็ควรได้รับการทบทวนและปรับปรุงให้เหมาะสม

ในปี 2568 นี้ กสศ. มีแผนจะดำเนินการสำรวจความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อีกครั้ง และในปี 2569 จะเผยแพร่ผลสำรวจฉบับใหม่ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการคลี่คลายปัญหาภาระงานของครู และอาจนำไปสู่แนวทางฟื้นฟูระบบการศึกษาที่คืนความหมายของ “ห้องเรียน” ให้กลับมาเป็นหัวใจของการเรียนรู้อย่างแท้จริงอีกครั้ง

ข้อเสนอที่ 2
เสียงสะท้อนจากชายแดนใต้: เขตพื้นที่ควรเป็น Safe Zone สำหรับครู

ดร.สุธิภรณ์ ขนอม ผอ.สพป.นราธิวาส เขต 2

ดร.สุธิภรณ์ ขนอม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 2 ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกถึงปัญหาภาระงานของครูในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขที่ไม่เพียงมุ่งหวังลดภาระ แต่ยังพยายามสร้าง “เขตพื้นที่” ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและร่วมเรียนรู้สำหรับครูอย่างแท้จริง

แม้อัตรากำลังของครูในเขตจะเพียงพอในเชิงตัวเลข โดยปัจจุบันมีครูเกินอัตรากำลังอยู่ 66 คน และมีพนักงานราชการสายสนับสนุนอีก 421 อัตรา ที่ช่วยเติมเต็มในระดับโรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่าครูจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับงานที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก เช่น งานการเงิน พัสดุ การตรวจงานก่อสร้าง งานโยธา ซึ่งล้วนต้องใช้ทักษะเฉพาะทางที่ครูไม่ได้รับการอบรมหรือฝึกฝนมาโดยตรง

“ครูไม่มีเจตนาทุจริต แต่กลับต้องรับผลจากความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่เชี่ยวชาญ เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม” ดร.สุธิภรณ์กล่าว พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังระบบว่า “บทบาทของโรงเรียนคืออะไรกันแน่?”

อีกหนึ่งปัญหาที่สะท้อนจากครูในพื้นที่ คือแรงกดดันจากการประกวด/แข่งขันเชิงวิชาการ ที่โรงเรียนหลายแห่งไม่ได้สมัครใจจะเข้าร่วม แต่จำเป็นต้องทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัด (KPI) สำหรับการประเมินโยกย้ายของครูและผู้บริหาร ซึ่งกำหนดมาจากส่วนกลาง เขตพื้นที่จึงไม่สามารถช่วยลดภาระในจุดนี้ได้โดยตรง และกลายเป็นอีกจุดที่ต้องหารือและหาทางออกร่วมกันในระดับนโยบาย

นอกจากนี้ พื้นที่ชายแดนใต้ยังเป็นพื้นที่ซ้อนทับของหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเขตพื้นที่ ศึกษาธิการจังหวัด ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเขตตรวจราชการ ซึ่งล้วนมีเป้าหมายในการดูแล “ครู” เหมือนกัน แต่หากบทบาทของแต่ละหน่วยงานยังไม่ชัดเจน ย่อมซ้ำเติมภาระ โดยเฉพาะในมิติของการรายงานข้อมูลที่มักเกิดการทำซ้ำโดยไม่จำเป็น

ในภาวะที่เขตพื้นที่การศึกษาต้องรับแรงกดดันจากสังคม เช่น คำถามที่ว่า “ทำไมได้รับงบประมาณจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ทางการศึกษายังไม่ดีขึ้น” เขตพื้นที่ สพป. นราธิวาส เขต 2 จึงเลือกเดินหมากใหม่ ด้วยการ “ไม่ดึงครูออกจากห้องเรียน” และหาทางบรรเทาภาระให้กับโรงเรียนที่ขาดกำลังคน

ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อจัดจ้างแทนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งปัจจุบันดำเนินการให้แล้ว 2 แห่ง จากทั้งหมด 5 โรงเรียนในเขต พร้อมทั้งดำเนินการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกผ่านกระบวนการ “School Mapping” เพื่อตรวจสอบความต้องการเร่งด่วนในแต่ละโรงเรียน และส่งทีมสนับสนุนได้อย่างตรงจุด

ในประเด็นการเงินและพัสดุ เขตได้จัดอบรมครูโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และเปิดช่องทางให้สามารถปรึกษาได้ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ครูต้องแบกรับงานเหล่านี้เพียงลำพังโดยขาดความรู้ความมั่นใจ

นอกจากนี้ เขตยังเสนอให้มีการจัดสรร “บุคลากรเชี่ยวชาญด้านงานโยธา” ประจำในเขตพื้นที่เพื่อคอยสนับสนุนโรงเรียนที่ต้องดำเนินการก่อสร้างหรือซ่อมแซม และเสนอให้มีระบบ Big Data กลาง เพื่อให้เขตและโรงเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลร่วมกัน แทนการเรียกรายงานซ้ำซ้อนที่สร้างภาระไม่จำเป็น สุดท้าย ดร.สุธิภรณ์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สุขภาพจิตครู” ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน เขตจึงเสนอให้มีระบบการประเมินสุขภาพจิตครูอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการดูแลเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง

📍 “เขตพื้นที่ควรเป็น Safe Zone ของครู” คือแนวคิดหลักที่สะท้อนเจตนารมณ์ของ สพป. นราธิวาส เขต 2 ที่ต้องการเป็นผู้หนุนเสริม มิใช่เป็นภาระของครู เพื่อให้ครูสามารถกลับไปทำหน้าที่สำคัญที่สุดของพวกเขาได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง

ข้อเสนอที่ 3
ครูในระบบเป็นบุคลากรที่มีทักษะ แต่ให้ทำงานเกินภาระงานที่ควรจะเป็น: เสียงสะท้อนจากโรงเรียนเล็ก และความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการบุคลากร

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล 
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
และประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา ของสภาองค์กรของผู้บริโภค

หนึ่งในปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทย คือโครงสร้างงานและการจัดการบุคลากรที่ผลักภาระเกินขอบเขตให้กับครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนขนาดเล็ก ครูจำนวนมากต้องรับบทบาทหลากหลายเกินความจำเป็น ทั้งเป็นครูประจำชั้น สอนหลายระดับชั้นในเวลาเดียวกัน ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่าย งานธุรการ ตลอดจนดูแลงานประจำปีจำนวนมาก จนไม่มีเวลาหลักสำหรับการออกแบบการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างแท้จริง

สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงาน แต่มีเรื่องราวจริงเกิดขึ้นกับครูหลายคน เช่น กรณีของครูคนหนึ่งที่พยายามต่อสู้กับระบบ ด้วยการเรียนต่อด้านนิติศาสตร์ เพื่อเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเอง หวังจะใช้ความรู้ทางกฎหมายต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมของภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับบทบาทหลักของครู แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถฝ่าระบบราชการที่ไม่ยืดหยุ่นได้ เมื่อย้ายโรงเรียนก็ยังต้องกลับมารับภาระเดิม จนสุดท้ายตัดสินใจลาออกจากระบบไป แม้จะเต็มเปี่ยมด้วยความตั้งใจและศรัทธาในวิชาชีพก็ตาม

สียงสะท้อนจากครูจำนวนมากล้วนชี้ไปในทางเดียวกันว่า ครูทุกคนอยากเป็น “ครูที่ดี” อยากพัฒนาตนเองเพื่อเป็นครูมืออาชีพที่มีศรัทธาในวิชาชีพ แต่เมื่อเข้าสู่ระบบ กลับไม่ได้ทำหน้าที่ของ “ครู” อย่างแท้จริง ในทางกลับกันกลับถูกลดบทบาทให้กลายเป็นเพียงแรงงานของโรงเรียน

อ.ดร.สันติพงษ์ ช้างเผือก เคยกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “จาก professional กลับกลายเป็น unskilled labor” คือภาพสะท้อนของวิชาชีพที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่เคารพ แต่วันนี้ถูกทอนคุณค่าด้วยโครงสร้างระบบที่ขาดความยืดหยุ่นและไม่ฟังเสียงผู้ปฏิบัติ

โครงสร้างการบริหารภายในโรงเรียน โดยเฉพาะในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มักมีการแบ่งงานย่อยจำนวนมาก ส่งผลให้ครูในโรงเรียนขนาดเล็กต้องทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งสอนหนังสือ ดูแลงานกิจกรรมนักเรียน งานพัฒนาครู งานประเมิน ฯลฯ จนกลายเป็นการทำงานที่กระจัดกระจายและไร้ทิศทาง

📍 ในเชิงข้อเสนอ ผศ.ดร.อรรถพล อนันตวรสกุล เสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ “รัฐต้องยื่นมือเข้าไปช่วยโรงเรียน” แทนที่จะปล่อยให้โรงเรียนวิ่งไล่มาตรฐานที่ถูกกำหนดจากส่วนกลาง พร้อมเสนอให้มีการสำรวจ “ขีดจำกัดของโรงเรียน” ผ่านกลไกตัวกลางอย่างกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชิงข้อมูล และนำเสียงจากพื้นที่จริงสู่การปรับนโยบาย

ผศ.ดร.อรรถพล ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ภายในระยะเวลา 3 ปี กระทรวงศึกษาธิการจะสามารถลดจำนวนโครงการจากกว่า 60 โครงการที่ถาโถมโรงเรียนลงได้หรือไม่? และสามารถปรับเปลี่ยนตัวชี้วัด (KPI) ที่กลายเป็นภาระของครูให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ได้จริงหรือไม่?

มากไปกว่านั้น ยังเสนอให้มีการออกแบบระบบใหม่ทั้งโครงสร้าง เช่น การผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฉบับใหม่ เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารบุคลากรที่เหมาะสม และเสนอแนวคิดให้โรงเรียนขนาดเล็กในชนบท “สังกัดท้องถิ่น” แทนส่วนกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการจัดสรรที่ตรงจุด สอดคล้องกับศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ และคืนอำนาจในการดูแลตนเองให้กับโรงเรียนอย่างแท้จริง

การปฏิรูปที่ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการ “ฟัง” ครูให้มากกว่าการ “สั่ง” และมองครูในฐานะวิชาชีพที่ควรได้รับการสนับสนุน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือของระบบ

ข้อเสนอที่ 4
เสียงจากโรงเรียนในพื้นที่เกาะ: ครูที่ไม่สอนไม่ถูกลงโทษ แต่ครูที่ไม่ทำเอกสารกลับถูกตำหนิ  สิ่งเหล่านี้ควรถูกแก้ไข

ผอ. นันทิยา สลักเพชร โรงเรียนวัดสลักเพชร เกาะช้าง จ.ตราด

โรงเรียนวัดสลักเพชร จังหวัดตราด ตั้งอยู่บนพื้นที่เกาะ ซึ่งแม้จะห่างไกลจากศูนย์กลาง แต่ไม่เคยห่างไกลจากภาระที่ครูต้องแบกรับ ผอ.นันทิยา บัวตรี ผู้อำนวยการโรงเรียน สะท้อนว่าบริบทของการอยู่ในพื้นที่เกาะ ทำให้ “ต้นทุนการทำงานของครู” สูงขึ้น ทั้งในแง่ของเวลา การเดินทาง และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงแค่ระยะทางที่ไกล แต่คือ “ระบบ” ที่ยังไม่เข้าใจบริบทพื้นที่เป็นพิเศษ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่หลักอย่างการสอนอาจไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร ในขณะที่ครูที่อาจพลาดในงานเอกสารหรือการเงิน “ซึ่งไม่ใช่ภารกิจหลัก”กลับถูกตำหนิหรือถูก “ลงโทษ” จากส่วนกลาง เหมือนกับว่าระบบให้ความสำคัญกับกระดาษมากกว่าการสอนเด็ก

ปัญหาการประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางมายังแผ่นดินใหญ่เพื่อแก้ไขเรื่องเอกสารการเงิน ซึ่งใช้เวลานานถึง 4 ชั่วโมงต่อเที่ยว ทำให้เสียทั้งทรัพยากร เวลา และโอกาสในการอยู่กับนักเรียน

ภายในโรงเรียนเอง แม้กิจกรรมจากส่วนกลางหลายอย่างจะไม่ได้เพิ่มภาระโดยตรง แต่กลับทำให้ครูต้องใช้เวลาส่วนตัวในการดูแลเด็กและจัดการงานจิปาถะ ส่งผลให้เกิดภาวะความอึดอัดที่อาจสะสมเรื้อรัง จนอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคตคล้ายกับกรณี “ครูมัส” หากไม่มีการรับฟังและหาทางออกอย่างจริงจัง

ผอ.นันทิยา บัวตรี กล่าวว่า พยายามจัดการปัญหาภายในโรงเรียนเท่าที่บริบทจะเอื้อ เช่น การปรับภาระงานให้เหมาะสมกับบทบาทจริง หากครูต้องทำงานด้านการเงินหรือพัสดุ ก็จะลดชั่วโมงสอนเพื่อไม่ให้กระทบเวลาส่วนตัว รวมถึงการกล้าปฏิเสธกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของนักเรียน แม้จะมาจากหน่วยงานภายนอกก็ตาม

 📍 ผอ.นันทิยา บัวตรี เสนอว่า ส่วนกลางควรให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่สอดคล้องกับ “ต้นทุนจริง” ที่ครูในพื้นที่ห่างไกลต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นค่าพาหนะ ค่าอาหาร หรือค่าที่พัก โดยเฉพาะเมื่อครูต้องเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมจากส่วนกลาง

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาสวัสดิการครูที่ยังขาดการดูแลอย่างเป็นระบบ บ้านพักครูในโรงเรียนยังไม่เคยได้รับการสร้างใหม่ มีเพียงการซ่อมแซมเล็กน้อย เช่น ระบบไฟฟ้า แม้จะขออนุมัติหลายปี แต่กลับไม่ได้รับงบประมาณอย่างเพียงพอ การดูแลสวัสดิการอย่างจริงจังจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วย “เสริมพลังใจ” ให้ครูสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือการ “ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน” โดยเฉพาะกิจกรรมจากส่วนกลางที่ต้องเดินทางไกลโดยไม่มีงบสนับสนุน เช่น กิจกรรมลูกเสือ (โรงเรียน ศูนย์ จังหวัด) หรือกีฬาสี (ระดับโรงเรียน ศูนย์ จังหวัด) ที่โรงเรียนต้องจัดหาค่าใช้จ่ายเอง หากจัดหาไม่ได้ ครูก็ต้องใช้เงินส่วนตัวเพื่อพาเด็กไปเข้าร่วม ซึ่งเมื่อค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าตอบแทน ครูหลายคนก็ไม่สามารถแบกรับไหว และเลือกจะ “ไม่ไปต่อ”

เสียงของ ผอ.นันทิยา บัวตรี จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า หากระบบยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ลดภาระ ไม่สนับสนุนตามความเป็นจริง ครูเก่ง ๆ อีกจำนวนมากก็อาจทยอยถอยออกจากระบบและสิ่งที่สูญเสียไป อาจไม่ใช่แค่ครูคนหนึ่ง แต่คือโอกาสในการเรียนรู้ของเด็กทั้งโรงเรียน

ข้อเสนอที่ 5
วิกฤตซ้ำรอยในระบบการศึกษา: ถึงเวลาทบทวนบทบาทครู และปรับโครงสร้างโรงเรียนอย่างจริงจัง

ผอ.ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ จากโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน

ผอ.ปกรณ์ ศศิวัจน์ไพสิฐ จากโรงเรียนบ้านสว้า จังหวัดน่าน เปรียบกรณีการสูญเสียของ “ครูมัส” ว่าเป็นดั่งการเสียสละครั้งใหญ่ของบุคคลหนึ่งเพื่อปลุกสังคมให้ตื่นรู้ ไม่ต่างจากการจากไปของ “สืบ นาคะเสถียร” ที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศ และกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้คนไทยหันมาสนใจทรัพยากรธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับความสูญเสียของครูมัสควรจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ทุกภาคส่วนหันมา “ฟัง” เสียงครู และลงมือเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาที่กำลังอ่อนล้า

ผอ.ปกรณ์ มองว่าหนึ่งในรากปัญหาอยู่ที่โครงสร้างระบบโรงเรียนไทย ที่มองโรงเรียนเป็นเพียงสถานที่จ้าง “ครู” โดยลืมไปว่าโรงเรียนเป็น “องค์กร” ที่มีภารกิจหลากหลาย ไม่ใช่แค่การสอน ครูในระบบถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ทุกอย่าง ทั้งสอนหนังสือ ดูแลนักเรียน จัดการเอกสารการเงิน งานพัสดุ และโครงการจากส่วนกลาง โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “ราวกับจ้างเชฟมาเปิดร้านอาหาร แต่กลับให้เชฟไปล้างจาน แทนที่จะได้ทำอาหาร” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศักยภาพของครูถูกใช้ไปกับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับทักษะเฉพาะ และไม่เกิดผลต่อคุณภาพของการเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างแท้จริง

ปัญหาไม่ได้หยุดเพียงแค่การจัดสรรภาระงานไม่เหมาะสม แต่ยังส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในงานที่ครูไม่ได้ถนัด จนบางกรณีร้ายแรงถึงขั้นถูกดำเนินคดี ทั้งที่ครูเหล่านั้นมีเจตนาเพียงต้องการให้โรงเรียนดำเนินไปได้ท่ามกลางข้อจำกัด

ผอ.ปกรณ์ ยังกล่าวถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคมว่า “ครูเงินเดือนสูง แต่การศึกษายังไม่พัฒนา” โดยลืมมองว่าเวลาส่วนใหญ่ของครูถูกใช้ไปกับสิ่งอื่นนอกเหนือจากการสอน สะท้อนให้เห็นว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่เรื่องเงินเดือน แต่คือ “ระบบที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่หลักของครู”

📍 ผอ.ปกรณ์เสนอว่า วิกฤตครั้งนี้ควรถูกมองเป็น “โอกาส” สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในการปรับโครงสร้างโรงเรียนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเร่งจัดสรรบุคลากรด้านการเงินและพัสดุให้กับทุกโรงเรียน เพื่อให้ครูสามารถโฟกัสกับภารกิจหลักด้านการสอนได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการ “ลดภาระงาน โครงการ และกิจกรรม” ที่ดึงครูออกจากห้องเรียนโดยไม่จำเป็น ซึ่งหากดำเนินการอย่างจริงจัง จะทำให้ครูมีสมาธิในการสอนมากขึ้น มีเวลาพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่สัมผัสได้ในระดับห้องเรียน

“ครูไม่ได้ต้องการสิ่งพิเศษ เพียงแต่อยากได้ระบบที่เข้าใจ และสนับสนุนให้ได้ทำหน้าที่สำคัญที่สุด นั่นคือการสอนเด็กให้เป็นคนดีและมีคุณภาพ” คือถ้อยคำที่สรุปใจความทั้งหมดได้อย่างเรียบง่าย แต่ทรงพลัง

ข้อเสนอที่ 6
โรงเรียนไม่ใช่แค่ “ครู-ผอ.-ภารโรง”: ถึงเวลาทบทวนโครงสร้างการศึกษาใหม่ทั้งระบบ

ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จังหวัดเชียงราย

ดร.ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จังหวัดเชียงราย ชี้ให้เห็นถึงรากลึกของปัญหาในระบบการศึกษาไทย ว่าเกิดจาก “โครงสร้างโรงเรียนที่ล้าสมัย” ซึ่งมีเพียงผู้อำนวยการ ครู และภารโรง โดยไม่มีการวางแผนหรือปรับปรุงโครงสร้างให้สอดรับกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น เช่น งานด้านการเงิน พัสดุ อาหารกลางวัน หรือแม้แต่การจัดการระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แม้หลายโรงเรียนจะมีจำนวนครูที่ “เกินเกณฑ์” แต่กลับขาดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนในตำแหน่งสำคัญอย่างเจ้าหน้าที่การเงินและพัสดุ สะท้อนให้เห็นถึงการวิเคราะห์อัตรากำลังในระบบที่ยังไม่สมดุลและไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง

ดร.ศุภโชคเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากระบบโรงพยาบาลไม่มีการวางโครงสร้างบุคลากรให้ดี หมอก็อาจต้องทำหน้าที่ขับรถพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เช่นเดียวกับในโรงเรียน ครูและผู้บริหารจำนวนมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องแบกรับภารกิจทุกด้าน แม้แต่เรื่องที่ไม่ควรอยู่ในบทบาทของครู เช่น ผู้อำนวยการบางคนต้องลงมือต่อท่อน้ำด้วยตนเอง

📍  ข้อเสนอจากพื้นที่: ใช้ “ทีมหลังบ้าน” โรงเรียนใหญ่เป็นฐานปรับโครงสร้างโรงเรียนเล็ก

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญจาก ดร.ศุภโชค คือการเริ่มต้นสำรวจ “โรงเรียนขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานคร” เพื่อวิเคราะห์ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนเหล่านี้มี “ทีมหลังบ้าน” หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด และบทบาทหน้าที่เหล่านั้นสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างไร การสำรวจในลักษณะนี้ควรเป็น “การวิจัยเชิงคุณภาพ” เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก ใช้เป็นฐานในการพัฒนาโครงสร้างของโรงเรียนขนาดเล็กอย่างมีระบบ

ในระดับนโยบายกลาง ดร.ศุภโชค เสนอให้มีการทบทวนระบบการวิเคราะห์อัตรากำลังบุคลากรของ สพฐ. โดยไม่ควรเน้นเพียงการเพิ่มจำนวน “ครู” แต่ต้องจัดให้ครบทุกฟังก์ชันที่โรงเรียนต้องการจริง เช่น เจ้าหน้าที่พัสดุ การเงิน และเจ้าหน้าที่ดูแลกิจกรรมอาหารกลางวัน ฯลฯ นอกจากนี้ยังเสนอให้ ยกเลิกโครงการประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลเชิงรูปธรรม และยกเลิก KPI ที่กำหนดจากส่วนกลางซึ่งไม่มีมาตรฐานหรือไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียน

📍  ดูแลครูให้เป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ ไม่ใช่แค่แรงงานในระบบ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ ดร.ศุภโชคเน้นย้ำคือ “สุขภาวะทางใจของครู” ที่ควรได้รับการดูแลอย่างจริงจัง เขาเสนอให้มีการจัดกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย พักฟื้น และสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมทั้งออกแบบกระบวนการที่ empower ครู ให้กลับมามีพลังใจและศรัทธาในวิชาชีพ

สำหรับระดับโรงเรียน ดร.ศุภโชคเสนอให้มีการ “ยุบรวมโครงการ” ที่ซ้ำซ้อนหรือมีเป้าหมายใกล้เคียงกัน เพื่อช่วยลดภาระงานของครู และทำให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเขตพื้นที่การศึกษามีความเข้าใจและพร้อมร่วมมือในการปรับเปลี่ยนร่วมกันสร้าง “โครงสร้างใหม่” ที่สนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่ฉุดครูออกจากห้องเรียน

ข้อเสนอทั้งหมดของดร.ศุภโชค ได้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การปฏิรูปการศึกษาจะไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังคงปล่อยให้ครูต้องเป็นทุกอย่างในโรงเรียน การสร้าง “ทีมหลังบ้าน” ที่ครบถ้วนคือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า เพราะเมื่อครูได้กลับไปโฟกัสกับหน้าที่การสอนอย่างแท้จริง เด็กก็จะได้เรียนรู้ในระบบที่มีคุณภาพ และสังคมก็จะได้ครูที่มีศักดิ์ศรีในฐานะวิชาชีพอีกครั้ง

ข้อเสนอที่ 7
“ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ในระบบรายงานผลการศึกษา: เมื่อครูต้องแบกรับเพื่อรักษาคะแนนของเขต

ผอ.อนุสรณ์ พรมรังกา โรงเรียนรัฐราษฎร์บำรุง จังหวัดแพร่

ผอ.อนุสรณ์ พรมรังกา โรงเรียนรัฐราษฎร์บำรุง จังหวัดแพร่ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังในระบบการศึกษาไทย ซึ่งไม่เอื้อให้โรงเรียนได้ทำหน้าที่หลักของตนเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาระงานจากนโยบายส่วนกลาง” ที่แม้จะมีเจตนารมณ์ดี แต่กลับกลายเป็นภาระที่หนักกว่าเดิมเมื่อถึงระดับปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น โครงการอย่าง “คืนครูสู่ห้องเรียน” หรือ “เรียนดีมีความสุข” ที่ฟังดูเหมือนจะช่วยลดภาระและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ครู แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่าครูต้องรับมือกับระบบรายงานผลที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการรายงานผ่านระบบออนไลน์ ที่ไม่ได้ลดภาระ แต่กลับเพิ่มความกดดันให้ครูมากกว่าเดิม แม้จะมีความพยายามในการลดเอกสารทางราชการ แต่ในความเป็นจริง เขตพื้นที่การศึกษากลับต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากจากโรงเรียนเพื่อใช้ประกอบการประเมินจากต้นสังกัด หากขาดข้อมูลเหล่านี้ คะแนนประเมินของเขตก็จะลดลง ส่งผลต่อโอกาสความก้าวหน้าของผู้บริหารเขต เป็นวังวนของระบบที่ ผอ.อนุสรณ์เรียกว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ซึ่งท้ายที่สุด แรงกดดันก็ตกอยู่ที่โรงเรียนและครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

📍  ข้อเสนอเชิงระบบ: ยกเลิกภาระที่ไม่จำเป็น และส่งคนไปช่วยเสนอแนะไม่ใช่จับผิด

ผอ.อนุสรณ์เสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (เสมา 1) ควรทบทวนว่า โครงการและระบบรายงานผลต่าง ๆ นั้น เกิดผลดีต่อโรงเรียนและนักเรียนอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลไกที่ตอบสนองต่อความก้าวหน้าของเขตพื้นที่และส่วนกลางเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้สามารถ “เริ่มต้นได้ทันทีภายใน 30 วัน” กับสองประเด็นเร่งด่วน ดังนี้:

ส่งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและพัสดุ ไปช่วยเหลือโรงเรียน โดยมุ่งเน้นที่ “การสนับสนุน” ไม่ใช่การตรวจสอบหรือจับผิด เพื่อให้โรงเรียนสามารถดำเนินงานด้านเอกสารการเงินได้อย่างถูกต้องและสบายใจ ทบทวนและคัดกรองนโยบายหรือโครงการจากส่วนกลาง หากโครงการใดไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน หรือสร้างภาระให้ครู ควร “ยกเลิก ลด หรือหลอมรวม” ให้เหลือเท่าที่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ครูสามารถโฟกัสกับภารกิจหลัก คือ การสอนอย่างเต็มที่

“โรงเรียนต้องได้ทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ใช่กลายเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเพื่อเลี้ยงดูระบบ” คือประโยคที่สะท้อนความหวังของผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ ว่าการปฏิรูปที่แท้จริงจะต้องเริ่มจากการฟังผู้ปฏิบัติงานจริง และให้ความสำคัญกับเวลาและพลังของครูในห้องเรียน

 27,116 

Writer

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular