พลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย AI และนวัตกรรม : 4 Directions, One Future – Future Skills & Maker Equity Community Human-Centered Teaching AI-Driven Learning Future Skills & Maker Equity Community Human-Centered Teaching AI-Driven Learning

ตลอดสองปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคมได้พลิกบทบาทของครูไทยจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปสู่ “ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้” ที่ต้องใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-Centered Learning) และสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ได้อย่างแท้จริง
โดยงาน FutureEd Fest 2025 ภายใต้แนวคิด The Future is Now จึงเป็นเวทีรวมพลังของครู นักพัฒนา บุคลากรการศึกษา ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อร่วมกันสร้างภาพอนาคตของการศึกษาไทยที่เท่าเทียม มีคุณภาพ และใช้เทคโนโลยีอย่างมีความหมาย

Future Skills & Maker จากห้องเรียนสู่ชีวิตจริง: สร้างนักคิด นักลงมือ และนักเปลี่ยนแปลง เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่สู่โลกที่ไม่แน่นอน ปัจจุบันโลกในศตวรรษที่ 21 นั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาชีพบางประเภทอาจหายไป ขณะที่อาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทักษะที่ผู้เรียนต้องการในวันนี้ อาจไม่เพียงพอสำหรับวันพรุ่งนี้ ดังนั้นโรงเรียนและครูจึงต้องเตรียมผู้เรียนให้มี “ทักษะเพื่ออนาคต” (Future Skills) ซึ่งไม่ใช่เพียงความรู้เนื้อหา แต่รวมถึงความสามารถในการปรับตัว คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ และเรียนรู้ตลอดชีวิต
ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน และ ครูคมปกร ไพอนนท์ ครูโรงเรียนดรุณสิกขาลัย กล่าวว่า การเตรียมเด็กสู่อนาคตต้องผสมผสาน ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และ ทัศนคติ (Attitude) เพื่อสร้างให้เด็กมีกรอบแนวคิดเชิงนวัตกรรม ( Innovation Mindset) เด็กควรถูกกระตุ้นให้เป็นนักตั้งคำถามตั้งแต่เด็กๆ เพื่อสร้างความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) และใช้ความฉลาดทางปัญญา (Intellectual Skills) ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง

บทบาทของครูจึงเปลี่ยนจากผู้บอกเนื้อหามาเป็น “ครูผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมและกระบวนการเรียนรู้” โดยมี AI เป็น “ผู้ช่วยครู” ที่ช่วยจัดการข้อมูล วางแผนการสอน และปรับการเรียนรู้ให้ตรงกับความสนใจของผู้เรียน การเรียนรู้แบบ Maker ต้องไม่หยุดอยู่ที่การรู้หรือการตระหนัก แต่ต้องนำไปสู่การสร้างผลงานจริงที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้เรียน ครูจึงต้องเป็น เพื่อนร่วมทาง ที่ช่วยให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะมีพื้นฐานต่างกันแค่ไหนเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม

อีกคำที่น่าสนใจที่หยิบยกขึ้นมาแลกเปลี่ยน “Equity & Community การศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ในยุค Digital Disruption คำว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่ได้หมายถึงเพียงความต่างด้านอุปกรณ์หรือการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่รวมถึงความพร้อมของผู้เรียน ความสามารถของครู และการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน ในประเด็นนี้ ดร.อุดม วงษ์สิงห์ เน้นว่าการสร้างความเท่าเทียมต้องพิจารณากันทั้งระบบ โดยครู ชุมชน ผู้ปกครอง และหน่วยงานรัฐต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง และได้ชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ได้จำกัดเพียงการขาดแคลนเทคโนโลยี แต่รวมถึงความพร้อมของครู นักเรียน และชุมชน การสร้างโรงเรียนให้เป็น พื้นที่ปลอดภัย หมายถึงสถานที่ที่ทุกคนรู้สึกว่ามีคุณค่าและเป็นตัวของตัวเองได้
สิ่งที่จะทำให้การศึกษาที่ไม่ทิ้งไว้ข้างหลังเกิดขึ้นได้จริงนั้น คือการใช้ “ข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven)” เพื่อเข้าใจผู้เรียนเป็นรายบุคคล และออกแบบการสนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคลอย่างเหมาะสม นวัตกรรมเพื่อความเท่าเทียมจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีซับซ้อน แต่อาจเป็นรูปแบบความร่วมมือใหม่ที่เชื่อมโยงครู ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันอย่างมุ่งมั่น
การมีระบบข้อมูลกลางที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ จะช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนและเปิดโอกาสให้เสียงจากพื้นที่ห่างไกลถูกนำไปใช้กำหนดนโยบายได้จริง

Human-Centered Teaching ครูในบทบาทผู้ออกแบบประสบการณ์
ในยุคที่ข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง คุณณัฐพงศ์ จันทนะศิริ และครูคมปกร เห็นตรงกันว่าบทบาทของครูต้องเปลี่ยนไปสู่การเป็น ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) และ ผู้ออกแบบประสบการณ์ (Experience Designer) โดยใช้แนวคิด Constructionism ให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านการลงมือทำและการตั้งคำถาม
ความท้าทายสำคัญคือการสอนให้เด็กมี ความฉลาดรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) สามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องและใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม ครูต้องใช้ข้อมูลและเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้เพื่อออกแบบการสอนเฉพาะบุคคล เช่น ตัวอย่างจาก Khan Academy หรือ Singapore Student Learning Space
การสอนในยุค AI จึงไม่ใช่การแข่งกับเทคโนโลยี แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมพลังความเป็นมนุษย์ของผู้เรียน

AI-Driven Learning AI เข้ามาเปลี่ยนครู แต่ไม่ได้มาแทนที่ครู
เชื่อว่า AI จะไม่สามารถแทนครูได้ทั้งหมด แต่ก็ได้เปลี่ยนบทบาทของครูไปตลอดกาล จากที่บทบาทการเป็น “ผู้ให้ข้อมูล” ไปสู่ “ผู้นำทางการเรียนรู้” ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ระบุว่าในโลกที่ทักษะในด้านต่าง ๆ มีอายุสั้นลง ครูต้องใช้ AI เพื่อสอนให้ผู้เรียน “รู้จักเรียนรู้” (Learn how to learn) และเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
AI สามารถช่วยครูในงานประเมินผล (Formative และ Summative Assessment) และติดตามพัฒนาการผู้เรียนได้อย่างแม่นยำ แต่การประเมินในอนาคตต้องเน้นทักษะและทัศนคติ มากกว่าการวัดผลด้วยข้อสอบเพียงอย่างเดียว
ครูคมปกร ยังเสนอให้ปรับรูปแบบการบ้านเป็นลักษณะ Project-Based Learning เพื่อลดการท่องจำและเพิ่มการคิดเชิงวิเคราะห์

บทสรุปและข้อเสนอที่ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 4 ท่านเล็งเห็นตรงกันว่า
✅ AI เป็นเครื่องมือ ที่ต้องใช้ควบคู่กับวิจารณญาณและจริยธรรม
✅ ครูยังคงเป็นหัวใจของการศึกษา แต่ต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
✅ การออกแบบการเรียนรู้ต้องเริ่มจากความเป็นมนุษย์ และให้เทคโนโลยีเป็นตัวเสริม
✅ การศึกษาเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ของครู ผู้ปกครอง ชุมชน ภาคีเครือข่าย และผู้กำหนดนโยบาย
FutureEd Fest 2025 จึงไม่ใช่เพียงงานที่จัดเพื่อเป้าหมายของการพัฒนาการศึกษา แต่เป็นเวทีที่ผลักดันให้ทุกภาคส่วนลงมือทำร่วมกันสร้างอนาคตการศึกษาที่เท่าเทียม มีคุณภาพ และพร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ เพราะ “อนาคตการศึกษาไม่ใช่สิ่งที่เรารอให้เกิด แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างร่วมกันได้ตั้งแต่วันนี้”
ถอดประเด็นจากงาน แถลงข่าว “FutureED Fest 2025” ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 | 6 ส.ค. 68 ภายใต้ธีม The Future of Learning: AI-Driven,Human-Centered, and Equitable for All รับชมย้อนหลังได้ที่
https://www.facebook.com/ThaiPBS/videos/651654900641786
20,733
Writer

- Admin I AM KRU.



