ฝ่าวิกฤต COVID-19 ด้วย “PLC” วิธีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนไทย

เมื่อสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องพึ่งพากัน เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง
ใช้ PLC ออนไลน์ร่วมระดมความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
ฝ่าวิกฤต COVID-19

การประชุมออนไลน์แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างโรงเรียนต่างๆ จะช่วยให้แต่ละโรงเรียนพร้อมปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการได้ตลอดเวลา – รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ ม.สงขลานครินทร์

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงปัจจุบัน ทำให้แต่ละโรงเรียนประสบปัญหาการเรียนการสอนไม่มากก็น้อย การจัดการเรียนการสอนยังไม่สามารถทำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้จะปรับเปลี่ยนมาเป็นการเรียนออนไลน์ เพราะครูไม่สามารถติดตามผลของนักเรียนได้ตลอดเวลา ทำให้หลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำเป็นต้องมองหาวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผล 

ก่อนที่จะเกิดโรคระบาดนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ดำเนินการโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) มาก่อนแล้ว ตั้งแต่ปี 2562 โครงการนี้เน้นปรับรูปแบบการเรียนการสอน ซึ่งทำให้โรงเรียนที่เคยเข้าร่วมโครงการในปีแรก และสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ความร่วมมือ สามารถเผยแพร่องค์ความรู้ที่ตนเองมี แบ่งปันวิธีการเรียนการสอนที่ได้ผลร่วมกัน และยังสามารถให้คำแนะนำแก่โรงเรียนอื่นที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการได้ด้วย

TSQP กระจายองค์ความรู้อย่างไร

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ความร่วมมือกับโครงการ TSQP ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และระดมความคิดผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้แต่ละโรงเรียนที่เผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ

รศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะทำงาน TSQP ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ใช้การประชุม PLC (Professional Learning Community)  ออนไลน์ หรือ ‘ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ’ เป็นช่องทางถ่ายทอดความรู้และช่วยแก้ปัญหา พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดี ๆ ระหว่างกัน ทั้งทีมโค้ชส่วนกลางจากมหาวิทยาลัย ครู และผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อสร้างครูผู้กล้าคิดกล้าทำ เปี่ยมด้วยทักษะการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้น ๆ

           “ศูนย์ TSQP ม.สงขลานครินทร์ เราพยายามให้ครูยืนได้ด้วยตัวเอง เพราะปัจจัยแวดล้อมหรือปัญหาของแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เขาต้องได้รับเต็มที่คือความรู้ความเข้าใจและทักษะแก้ปัญหา ที่เกิดจากการเรียนรู้ การอบรม เพื่อที่เขาจะดึงประสบการณ์ออกมาใช้ได้ตรงหน้างาน โดยมีทีมโค้ชยังคอยเป็นพี่เลี้ยงติดตามให้คำแนะนำผ่านระบบออนไลน์ ก่อนหน้านี้ที่ทำมาเราเห็นแล้วว่าวิธีการนี้ได้ผลดี พอมาถึงช่วงสถานการณ์ COVID-19 เราจึงมองว่า PLC ออนไลน์จะยิ่งมีประโยชน์มากขึ้น”

ดังนั้น การเปิดห้องประชุม PLC ออนไลน์ จึงได้รับการผลักดันให้มีความสำคัญยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายจะมาช่วยกันเสนอประเด็นปัญหาที่อาจเกิดเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 จากนั้นทีมโค้ชจะวิเคราะห์ปัญหา เสนอวิธีการที่โรงเรียนจะนำไปปรับใช้เพื่อให้การเรียนการสอนเดินต่อไปได้

ปรับวิธีการตามความเหมาะสมของพื้นที่

สิ่งสำคัญในการประชุม PLC ไม่ใช่การเสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบกลาง ๆ โดยคาดเดาว่าทุกพื้นที่สามารถใช้วิธีเดียวกันนั้นได้ แต่ทีมโค้ชและบรรดาครูจะต้องเข้าใจ “บริบทพื้นที่” นั้นจริง เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น และธรรมชาติของนักเรียน เพื่อจะได้หาวิธีแก้ไขที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละกลุ่มมากที่สุด

รศ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ก่อนจะไปถึงวิธีแก้ปัญหา จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเปิดเผยสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ออกมาให้เห็นชัดก่อน แล้วจึงไปสู่ขั้นตอนว่าจะเดินต่อไปในทิศทางใด 

“ต้องไม่ลืมว่าไม่ใช่แค่แต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกัน หรือผู้บริหารสถานศึกษาออกแบบนโยบายบนพื้นฐานความจำเป็นที่ไม่เหมือนกัน แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยังมีเรื่องของการบังคับใช้กฎต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงหมู่บ้านที่ต่างกันไปอีก คือมันมีปัญหาหลายรูปแบบที่เรามองว่าการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วจะแก้ปัญหาทั้งหมดมันทำไม่ได้ แต่ถ้าเราขยายภาพเล็กให้ทุกฝ่ายเรียนรู้เข้าใจภาพรวมไปพร้อมกัน แล้วร่วมถกมุมมองกันว่าจะแก้ปัญหาหนึ่ง ๆ อย่างไร หนทางเป็นไปได้ก็มีมากกว่า”

“โดยปกติเราจะทำ PLC ออนไลน์ประมาณ 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง ทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และแยกเป็นกลุ่มย่อยตามช่วงชั้น รวมถึงที่ซอยเป็นกลุ่มย่อยลงไปอีกเมื่อได้ประเด็นปัญหาหรือมีโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือในลักษณะใกล้เคียงกัน บางโรงเรียนเขาเห็นความเชื่อมโยงของปัญหา เสนอมาว่าอยาก PLC ระหว่างโรงเรียนหนึ่งกับอีกโรงเรียนหนึ่งเป็นการเฉพาะก็มี” 

“ส่วนในการแก้ปัญหาหรือจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับพื้นที่ หมายถึงพื้นที่ไหนที่บริบทเอื้อต่อการเรียนออนไลน์ได้เราก็ทำ หรือบางพื้นที่เด็กอยู่บ้าน ไม่พร้อมด้านเครื่องมือสื่อสารหรือโทรทัศน์ เราก็ใช้วิธีให้ครูส่งมอบใบงาน การบ้าน แล้วติดตามผล อย่างไรก็ตามแผนการย่อมต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ นั่นหมายถึงการประชุมออนไลน์แลกเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างโรงเรียนต่าง ๆ จะช่วยให้แต่ละโรงเรียนพร้อมปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิธีการได้ตลอดเวลา”


“ผู้ปกครอง” คือกุญแจสำคัญ เพื่อการศึกษาที่ยั่งยืน

รศ.ไพโรจน์ เห็นว่า เราอยู่ในช่วงเวลาวิกฤตที่ทุกฝ่ายจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้ออนไลน์ที่ครูจัดสอนให้อาจไม่เพียงพอ นักเรียนยังคงต้องการการดูแลเอาใจใส่จากคนใกล้ชิดเพื่อให้มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งคนใกล้ชิดนี้คือ  ‘ครอบครัว’ 

จากประสบการณ์การล็อคดาวน์ในช่วงปี 2563 ทำให้เห็นว่าแต่ละครอบครัวมีปัญหาไม่เหมือนกัน มีความพร้อมไม่เท่ากัน แต่การจะจัดการศึกษาวิธีใดวิธีหนึ่งให้มีประสิทธิภาพ จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ปกครองคอยช่วยเหลือ แนะนำ และเอาใจใส่เด็ก ๆ เสมือนเป็นผู้ช่วยครูจากที่บ้านได้

“ครอบครัวในพื้นที่ห่างไกลส่วนใหญ่ ผู้ปกครองยังไม่สามารถช่วยจัดการเรียนรู้ให้เด็กได้ ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ อาทิพ่อแม่เด็กไม่มีเวลามากพอ บางบ้านเด็กอยู่กับปู่ย่าตายายซึ่งไม่สามารถทำความเข้าใจเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ แล้วในสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ทุกครอบครัวมีความเครียด การประสานงานหรือส่งงานจากโรงเรียนให้เด็กทำที่บ้านจึงต้องวางแผนกันอย่างดี ไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระผู้ปกครองมากเกินไป”

“อย่างไรก็ตาม หากเราต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปก็จำเป็นต้องสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้ปกครองด้วย ให้เขาเข้าใจว่าเมื่อโรงเรียนต้องปิด การเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กๆ จะลดลงอย่างชัดเจน ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองคือคนสำคัญที่จะช่วยครูดูแลให้เด็กๆ เรียนรู้ตรงตามจุดประสงค์ได้ เขาต้องเข้าใจว่าแม้เราจะสร้างเครื่องมือที่ช่วยเรื่องการเรียนรู้เด็กได้เป็นอย่างดี แต่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครอง การเรียนรู้นั้นก็ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยกันทำให้เกิดขึ้นให้ได้ จนกว่าจะสามารถจัดการศึกษาได้เป็นปกติ” 

สำหรับความเป็นไปได้ในอนาคต กสศ.เห็นว่าการประชุม PLC จะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ระหว่างสถาบันการศึกษาด้วยกัน เพราะความรู้ที่มีคุณค่าจะต้องถูกกระจายไปสู่กลุ่มคนอื่น ๆ ดังนั้นสถาบันการศึกษาอาจนำ PLC มาใช้ในโอกาสต่าง ๆ เช่น การประชุมผู้ปกครอง การสื่อสารกับคนในพื้นที่ชุมชนของโรงเรียน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน และเป็นการขยายองค์ความรู้ไปให้หน่วยสังคมอื่น ๆ ช่วยกันสนับสนุนอนาคตของชาติได้เต็มที่ด้วย

 141 

Writer

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า