‘สมาร์ทคลาสรูม’ เทคโนโลยีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน

การเรียนรู้แบบใหม่ที่ครูไม่ใช่แค่ผู้ถ่ายทอดความรู้
‘สมาร์ทคลาสรูม’ เทคโนโลยีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน
“ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ใครๆ ก็สามารถสร้างห้องเรียนอัจฉริยะได้ ขอเพียงมีอุปกรณ์พร้อมไอเดียดี ๆ ในการนำเครื่องมือแห่งศตวรรษที่ 21 มาปรับใช้ให้เหมาะสม” อาจารย์ธิติ ธีระเธียร มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม

ยุคนี้ใคร ๆ ก็เข้าถึงความรู้ได้ หน้าที่ของครูจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หน้าที่ของครูในยุคนี้เปลี่ยนไปเป็นผู้สร้างกระบวนการจัดการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เด็ก ๆ เข้าถึงการเรียนรู้ที่ข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ด้วยสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสื่อเหล่านี้ทำได้ตั้งแต่การออกแบบการสอน ควบคุมห้องเรียน สร้างการโต้ตอบ รวมถึงมอบหมายงาน ตรวจงาน และวัดผลการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นการลดภาระของครู และยังเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนแก่นักเรียนได้อย่างมาก

แต่ไม่ใช่ว่าครูทุกคนจะคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสอน เนื่องจากช่วงอายุที่แตกต่างกันไป กสศ. ร่วมกับมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม จึงได้ชักชวนครูจากทั่วประเทศเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบและการสร้างสื่อเทคโนโลยีสำหรับห้องเรียนอัจฉริยะ เพื่อเรียนรู้วิธีจัดการห้องเรียนโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็น ‘ผู้ช่วยสอน’ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถเปลี่ยนห้องเรียนธรรมดา ๆ ได้อย่างไร

ด้วยอุปกรณ์พื้นฐานแค่คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนและอินเตอร์เน็ต ชั้นเรียนที่เคยเป็นห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาก็สามารถกลายเป็นแหล่งความรู้ที่ไม่สิ้นสุด นั่นหมายถึงจากเมื่อก่อนที่หากเราจะสอนให้เด็กๆ ทำขนมก็ต้องหาคนมาสอน หรือตัวครูเองจะต้องศึกษาหาข้อมูลและทดลองทำจนสำเร็จ แล้วจึงนำมาถ่ายทอดสู่ผู้เรียน แต่ปัจจุบันแค่เปิด Google ค้นหาวัตถุดิบและขั้นตอนการทำ จากนั้นเข้า Youtube หาเชฟสักคนมาเป็นผู้สอน ชั่วโมงเรียนทำขนมก็เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ซึ่งถ้าหากใช้กระบวนการนี้กับห้องเรียน บทบาทของครูก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

บทบาทหน้าที่ของครู

ครูในยุคแห่งเทคโนโลยี ต้องเป็นผู้จัดการ “ข้อมูล” และ “วิธีการสอน” ในห้องเรียนอย่างเป็นระบบ รู้ว่าใครกำลังเรียนอะไร ที่ไหน รวมถึงประเมินความสามารถของนักเรียน ว่าแต่ละคนมีความก้าวหน้าหรือมีปัญหาติดขัดอย่างไร เข้าใจเนื้อหามากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือ ครูจะต้องทำให้ผู้เรียนเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ หรือดึงข้อมูลมาใช้ในการเรียนรู้หรือสร้างองค์ความรู้ของตนเองได้ ซึ่งจะทำให้ความรู้นั้นยั่งยืนกว่าการฟังครูสอนเพียงอย่างเดียว และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการที่เด็ก ๆ จะมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลหรือเนื้อหาเหล่านั้น และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยี

การใช้เทคโนโลยีจัดการข้อมูลเพื่อนักเรียน

ครูถือเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์จัดการข้อมูลมหาศาลจากอินเทอร์เน็ตให้เด็ก ๆ และสอนเด็ก ๆ ว่าข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ส่วนเทคโนโลยีก็จะเป็นผู้ช่วยครูในการออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละช่วงวัย ช่วยปรับความยากง่ายของกิจกรรม วิเคราะห์ความถนัดชำนาญและข้อบกพร่องในการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นรายบุคคล รวมถึงช่วยบันทึกและประมวลผลข้อมูลแล้วส่งกับไปที่ครู เพื่อให้ครูนำไปสื่อสารกับผู้ปกครอง และพัฒนาการสอนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ครูต้องทำคือเตรียมเนื้อหาและออกแบบวิธีการสอน ในหลักสูตรสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ จะมี TPCK Model คือกรอบการคิด การวางแผนกิจกรรม ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการ เช่น เดิมทีครูเพียงแค่วางแผนการบรรยายเนื้อหาแต่ละคาบ เปลี่ยนเป็นว่าจะออกแบบกิจกรรมให้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มความสามารถของนักเรียนได้อย่างไร ครูจะต้องพิจารณาว่าจะนำเสนอเนื้อหาเป็นตัวหนังสือ รูปภาพ หรือเป็นวิดีโอคลิป ถึงจะทำให้ผู้เรียนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ดีที่สุด

รูปแบบเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

                  หลังจากเตรียมเนื้อหาแล้ว ก่อนจะไปถึงขั้นตอนการออกแบบกิจกรรม ครูต้องรู้ก่อนว่าในจำนวนเครื่องมือหรือแอปพลิเคชันมากมายที่มีอยู่นั้น แต่ละแอปฯ มีความสามารถอะไรบ้าง แล้วจะใช้เครื่องมือไหนในเวลาใด ซึ่งการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมยังเป็นการสร้างความสนุกสนานและกระตุ้นความสนใจของเด็ก ๆ ได้ด้วย

เช่น หากต้องการให้เด็กแสดงความคิดเห็น ก็จะมีแอปฯ ‘Poll’ สำหรับการโหวต ที่เด็กๆ สามารถใช้สมาร์ทโฟนบอกความเห็นของเขา จากนั้นแอปฯ จะทำการสรุปผลเป็นกราฟแสดงที่หน้าจอของครู หรือแอปฯ ‘Kahoot’ ที่ช่วยให้ครูสามารถสร้างโจทย์การบ้านพร้อมชอยส์ตัวเลือกในรูปแบบเหมือนการเล่นเกม หรือใช้วัดผลระหว่างการสอนได้ว่าเด็ก ๆ เข้าใจบทเรียนมากแค่ไหน ซึ่งจะทำให้เด็กๆ สนุกสนานไปกับการตอบคำถามที่ครูสร้างขึ้น

กิจกรรมที่ก้าวผ่านข้อจำกัดของห้องเรียนในแบบเดิม ๆ

ในห้องเรียนอัจฉริยะ หรือ Smart Classroom มีกิจกรรมหลากหลายอย่างที่ครูสามารถนำพาเด็ก ๆ เรียนรู้ได้โดยหลุดพ้นจากข้อจำกัดเดิม ๆ เช่น ในอดีต หากจะเข้าถึงบทเรียนเกี่ยวกับดาราศาสตร์ เด็ก ๆ อาจต้องเรียนจากท้องฟ้าตอนกลางคืน ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่ตอนนี้มีแอปฯ ที่ช่วยจำลองตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าและจับตำแหน่งของผู้เรียน ซึ่งทำให้สามารถเรียนรู้พิกัดของดวงดาวได้แม้ในตอนกลางวัน หรือแม้แต่ในวิชาวิทยาศาสตร์ เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้เรื่องการทำงานของหัวใจมนุษย์หรือโครงสร้างภายในของกบได้ในรูปแบบ 3 มิติ โดยไม่ต้องเดินทางออกจากห้องเรียนหรือนำอวัยวะจริงมาประกอบการสอน

สิ่งสำคัญไม่ใช่ความล้ำสมัยของอุปกรณ์ แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของครู

วิธีการหนึ่งที่น่าสนใจคือการเรียนแบบ Project Based Learning หรือ Problem Based Learning ครูจะเป็นผู้กำหนดปัญหา อธิบายจุดประสงค์ แล้วให้เด็กไปถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านการค้นหาข้อมูล ลงมือทำ ปรึกษากันในกลุ่ม หรืออาจใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ให้เด็กๆ ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญผ่าน Video Conference ด้วยแอปฯ สำหรับการประชุมทางไกล ครูจึงต้องมีความสามารถกำหนดขอบเขตของปัญหาให้เหมาะสมกับกาค้นหาข้อมูล และการเรียนรู้ของนักเรียน

ด้วยวิธีการดังกล่าว เด็ก ๆ จะสร้างความรู้ขึ้นได้ผ่านการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต การทดลองด้วยตัวเอง หรือการปรึกษาผู้รู้ภายนอกห้องเรียน ทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนกันในหมู่ผู้เรียนที่จะช่วยขยายขอบเขตความเข้าใจให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ขณะที่ครูจะทำหน้าที่สอดส่องและตรวจสอบ (Monitor) การเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน หากพบว่าคนไหนที่ติดปัญหาก็สามารถเข้าไปช่วยเป็นรายคนได้ เรียกได้ว่าครูคือผู้ดูแลกระบวนการการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน หากเปรียบหน้าที่ของครูในรูปแบบการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 นั้น คงเปรียบได้กับงานของเชฟ ที่ต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจเครื่องมือต่าง ๆ เปรียบเสมือนวัตถุดิบหลากหลายอย่าง เพื่อนำมาปรุงรสชาติการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน ซึ่งไม่จำเป็นว่าครูแต่ละท่านจะต้องใช้เครื่องมือชนิดเดียวกัน เพราะโลกแห่งเทคโนโลยีไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ดีที่สุด การเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับเนื้อหา และนักเรียนของตนเอง สำคัญที่สุด

 335 

Writer

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Most Popular

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า