ความท้าทายของการศึกษาไทยไม่ได้อยู่ที่ “ครูจะสอนอะไร” อีกต่อไป แต่อยู่ที่ “ครูจะสร้างพื้นที่และกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กแต่ละคนเติบโตอย่างเต็มศักยภาพได้อย่างไร”
เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับคุรุสภา และภาคีเครือข่าย ได้จัดงาน “การประชุมสรุปบทเรียนและนำเสนอผลการดำเนินงาน โครงการพัฒนาแกนนำครูและนักจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สู่การพัฒนาระบบนิเวศทางการเรียนรู้” เพื่อเปิดพื้นที่สะท้อนพลังของครูแกนนำจากห้องเรียนจริงทั่วประเทศ ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้” สู่การเป็น “นักจัดการเรียนรู้” ผู้สร้างสรรค์ระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น หลากหลาย และตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้เรียน
จุดคานงัดเพื่อความเสมอภาค สร้างครูแกนนำ เปลี่ยนห้องเรียนอย่างยั่งยืน
ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กสศ. ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของโครงการว่า “เป้าหมายหลักคือการพัฒนาต้นแบบการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อรองรับผู้เรียนที่หลากหลาย และป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร การขับเคลื่อนงานจึงมุ่งเน้นการสร้าง “จุดคานงัด” ผ่านการพัฒนาครูแกนนำให้เป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมและขยายผลต่อไปในพื้นที่ของตนเอง
โครงการนี้ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 และพัฒนาหลักสูตรที่ทันสมัยกว่า 10 หลักสูตร และเมื่อปี 2567 ในการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม มี 3 หลักสูตรที่ได้รับการรับรองคุณภาพระดับสูงจากคุรุสภา ซึ่งครูผู้ผ่านการอบรมสามารถนำใบรับรองไปใช้ประกอบการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ประกอบไปด้วย
หลักสูตรการพัฒนานวัตกรรมบอร์ดเกม มีผู้เข้าเรียนรู้กว่า 70,000 ครั้ง และมีผู้สำเร็จการศึกษากว่า 3,000 คน
หลักสูตรการจัดการเรียนรู้อิงสมรรถนะผู้เรียน มีผู้เข้าเรียนรู้กว่า 14,000 ครั้ง สำเร็จการศึกษา 971 คน
โครงการพัฒนานวัตกรรมจากประสบการณ์โลก มีผู้เข้าชมและเรียนรู้กว่า 9,000 ครั้ง สำเร็จการศึกษาแล้วกว่า 100 คน
ด้าน ดร.พรนับพัน วงศ์ตระกูล ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้สรุปภาพรวมกระบวนการพัฒนาว่า ไม่ใช่แค่การอบรมเชิงทฤษฎี แต่เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการระยะสั้นที่เน้น Active Learning ควบคู่กับระบบออนไลน์ที่มีให้เลือกถึง 13 หลักสูตร พร้อมทั้งมีกลไกหนุนเสริมการนำไปใช้จริง ทั้งการให้คำแนะนำแผนการสอน การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และการนิเทศห้องเรียนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และทีมวิจัย เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สะท้อนทั้งตัวชี้วัดและพฤติกรรมของผู้เรียนได้
จาก “ผู้สอน” สู่ “นักจัดการเรียนรู้” ปาฐกถาพิเศษจากคุรุสภา
ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ครูในฐานะนักจัดการเรียนรู้กับการร่วมสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นหลากหลาย” โดย ผศ.ดร. พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
ผศ.ดร. พลรพี ได้กล่าวถึง ทิศทางใหม่ของวิชาชีพครูว่า ครูไม่ใช่เพียงผู้ป้อนข้อมูล แต่ต้องเป็น “นักจัดการเรียนรู้” ที่ออกแบบประสบการณ์ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งขัดเกลาคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ โดยระบบนิเวศการเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นใน 2 มิติที่สอดประสานกัน
ระบบนิเวศการเรียนรู้ของครู ครูต้องเป็นผู้เรียนรู้ก่อนจึงจะสร้างผู้เรียนรู้ได้ โดยมีคุรุสภา สถาบันผลิตครู หน่วยงานต้นสังกัด ศึกษานิเทศก์ และ กสศ. คอยหนุนเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ระบบนิเวศการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูเป็นผู้เปิดประตู แต่การเรียนรู้จะสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัวและชุมชน ตามแนวคิด All for Education เพราะในโลกปัจจุบัน ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในรั้วโรงเรียน
เจาะลึก 6 นวัตกรรมห้องเรียนต้นแบบ: ปลุกการเรียนรู้ให้มีชีวิต
ภาพความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในงานนี้ คือการนำเสนอนวัตกรรมห้องเรียนจาก 6 พื้นที่ต้นแบบ ภายใต้ 3 แนวทางหลัก
1. นวัตกรรมบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
บอร์ดเกม “ผู้พิชิตชนิดคำไทย” โดย คุณครูชญตว์ พรมสวัสดิ์ (โรงเรียนบุรพรัตน์วิทยาคาร สพป.พิจิตร เขต 2) พลิกเนื้อหาหลักภาษาไทยที่มักถูกมองว่าน่าเบื่อ ให้กลายเป็นการเล่นเกมที่ผู้เรียนชั้น ป.6 ต้องวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแลกเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องคำนาม สรรพนาม กริยา และวิเศษณ์ ผ่านกติกาการเล่นอย่างสนุกสนาน
บอร์ดเกมแม่สูตรคูณ “12 แม่ มหาสนุก” โดย คุณครูสรัล สำลี (โรงเรียนบ้านยางห้าหลุม สพป.พิจิตร เขต 1) เปลี่ยนการท่องสูตรคูณซ้ำ ๆ ที่ทำให้เด็กเบื่อหน่ายและเกิดภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ มาสู่โมเดล “จำ → คิด → ตัดสินใจ → ลงมือทำ” ที่เด็ก ๆ อยากจำสูตรคูณให้แม่นยำเพื่อวางแผนเอาชนะในเกม
บอร์ดเกม “LOGIC MAGIC เวทมนตร์แห่งตรรกศาสตร์” โดย คุณครูสุธาศิณี โพธิ์พรม (โรงเรียนบ้านแฮดศึกษา สพม.ขอนแก่น): คลี่คลายเนื้อหาตรรกศาสตร์ ม.4 ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และนามธรรม ให้กลายเป็นภารกิจเวทมนตร์ ช่วยลดความกลัวคณิตศาสตร์ และฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การให้เหตุผล และการทำงานร่วมกัน
2. การจัดการเรียนรู้อิงสมรรถนะ (Competency-Based Learning)
ห้องเรียน “การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของโฆษณา” โดย คุณครูอัญชิษฐา จันเอียด (โรงเรียนวัดบ้านใน สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1): หยิบยกสถานการณ์ใกล้ตัวจากโซเชียลมีเดีย (TikTok, Facebook) มาฝึกให้นักเรียนตรวจสอบข้อเท็จจริง คิดอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาด และต่อยอดสู่การฝึกทักษะอาชีพด้วยการออกแบบโฆษณาอย่างโปร่งใสให้ผลผลิตชุมชน เช่น “เห็ดนางฟ้าบ้านใน”
3. โครงงานนวัตกรรมชุมชน (Community Innovation Project)
โครงงาน “อุง ผึ้งจิ๋วบ้านห้วยต่อ มหัศจรรย์ผึ้งชันโรง สร้างคุณค่าให้ชุมชน” โดย คุณครูณัฐปาณี พรหมประเสริฐ (โรงเรียนบ้านห้วยต่อ สพป.ตรัง เขต 2): พลิกมุมมองของชุมชนที่เคยมองว่าชันโรงเป็นตัวสร้างความรำคาญ นำมาเป็นฐานการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือ FILA MAP ให้นักเรียนร่วมกันสร้างบ้านให้ผึ้งชันโรง และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่า เช่น สบู่และเจลลี่ชันโรง
โครงงาน “สืบสานภูมิปัญญาผ้าปักชาวเขา สู่การออกแบบนวัตกรรมสร้างสรรค์” โดย คุณครูพงศกร หมุดแก้ว (โรงเรียนไตรธารวิทยา สพป.น่าน เขต 1): ผสานทุนทางวัฒนธรรมของ 3 ชาติพันธุ์ (ม้ง, เมี่ยน, ถิ่น) เข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้นักเรียนใช้เทคนิค SCAMPER และเครื่องมือวิเคราะห์ในการออกแบบลวดลายผ้าปักร่วมสมัย เป็นการผสานรากเหง้าภูมิปัญญาเข้ากับโลกอนาคตได้อย่างลงตัว
เสียงสะท้อนจากผู้ทรงคุณวุฒิ สู่การเติบโตที่ยั่งยืนของระบบนิเวศ
ในการแลกเปลี่ยนมุมมอง ผู้ทรงคุณวุฒิได้แสดงความชื่นชมในพลังความคิดสร้างสรรค์ของครูแกนนำ ที่สามารถดึงศักยภาพของเด็กๆ ออกมาผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และมองเห็นคุณค่าของบริบทท้องถิ่น พร้อมทั้งได้มอบข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ต้องใช้เครื่องมือเข้ากับกระบวนการ การใช้บอร์ดเกมต้องอธิบายบริบทให้ชัดเจนว่าอยู่ตรงส่วนไหนของการจัดกระบวนการเรียนรู้ เด็กได้เรียนรู้อะไรมาก่อนหน้า และจะเชื่อมโยงสู่เป้าหมายอย่างไร มีการขยายผลสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ต้องฉายภาพให้ชัดเจนขึ้นว่า ชุมชนได้รับประโยชน์และมีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ของเด็กอย่างไรบ้าง บูรณาการการประเมินผล ควรระบุวิธีการวัดและประเมินผลสมรรถนะให้สอดรับกับตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางอย่างกลมกลืน ส่งต่อความยั่งยืน ต้องวางแผนขยายผลเมื่อมีนักเรียนรุ่นใหม่เข้ามา เพื่อให้นวัตกรรมกลายเป็นวัฒนธรรมของสถานศึกษา พลังหนุนเสริมจากผู้บริหารและศึกษานิเทศก์ การสร้างระบบนิเวศจะสำเร็จได้ ต้องมีแรงสนับสนุนจากเขตพื้นที่และผู้บริหารคอยเป็นลมใต้ปีกให้ครู
ก้าวต่อไปของ “สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน”
การประชุมครั้งนี้เป็นหลักฐานว่า “การศึกษาที่มีคุณภาพ” ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความพร้อมที่สมบูรณ์แบบ แต่เริ่มต้นได้จากห้องเรียนที่มีครูผู้พร้อมปรับตัวและมองเห็นคุณค่าในตัวเด็กทุกคน ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเรียนเก่งตามเกณฑ์มาตรฐานเดิมหรือไม่ โครงการนี้ได้เปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้ค้นพบศักยภาพ ความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในตนเอง
กสศ. และ I AM KRU พร้อมที่จะเดินหน้าเป็นสะพานเชื่อม ส่งต่อองค์ความรู้ แรงบันดาลใจ และเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อหนุนเสริมให้ครูไทยทุกคนเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “นักจัดการเรียนรู้” และร่วมสร้างระบบนิเวศการศึกษาที่ทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องหลุดออกจากเส้นทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต
